
ปรับปรุงแบงก์รัฐก่อนใช้พยุงเศรษฐกิจ
งานสำคัญของการเข้าบริหารงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือการออกโรดแมป ฟื้นเศรษฐกิจ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
งานสำคัญของการเข้าบริหารงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือการออกโรดแมป ฟื้นเศรษฐกิจ เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังส่อท่าว่าทั้งปีนี้อาจจะไม่โต หรือติดลบโดยมอบหมายให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. รองหัวหน้า คสช. หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. เป็นผู้ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญคือ การสั่งให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) กลับมาทำหน้าที่เป็นแขนขาให้รัฐบาลในการอัดสินเชื่อเข้าสู่ระบบ
ในวันที่ 31 พ.ค.นี้ ทาง คสช.จะเชิญผู้แทนรัฐวิสาหกิจทั้งหมด รวมถึงประธานและผู้บริหารแบงก์รัฐเข้าโชว์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของแต่ละแห่ง มีเป้าหมายหลักคือการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลังขาดสภาพคล่องอย่างหนัก รวมประชาชนทั่วไปให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินสินเชื่อ หลังปัญหาการเมืองที่เรื้อรังกว่า 6 เดือน ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงจนธนาคารพาณิชย์เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
เป้าหมายที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สั่งให้แบงก์รัฐทั้ง 7 แห่ง รวมบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) คิดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาเสนอ ภายใต้เป้าหมายสั่งอัดฉีดสินเชื่อจากภาพรวมของปีนี้ที่คาดว่าจะมีการปล่อยสินเชื่อรวมกันไม่น้อยกว่า 1.2 แสนล้านบาท โดยสั่งเป้าหมายขยายสินเชื่อใหม่เพิ่มเป็น 3 แสนล้านบาท
มีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่คาดว่าจะเป็นผู้ปล่อยกู้รายใหญ่ เพราะมีสภาพคล่องเหลือเฟือเกือบ 2 แสนล้านบาท ประกอบกับปีนี้คงไม่ต้องเตรียมเงินไว้จำนำข้าว ทำให้ ธ.ก.ส.พร้อมจะขยายเป้าหมายในการปล่อยกู้ไปยังกลุ่มนอกภาคเกษตรมากขึ้น โดยเป้าสินเชื่อปกติบัญชีปี 2557 นี้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อไว้ราว 89 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ธนาคารออมสินที่มีเป้าหมายปล่อยสินเชื่อปีนี้ 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาส่งผลกระทบจากการเมืองทำให้ปล่อยกู้ได้กว่า 1 หมื่นล้านบาท คาดว่าช่วงที่เหลือครึ่งหลังของปีนี้จะสามารถเร่งอัดสินเชื่อของเก่าและเป้าหมายใหม่ได้ไม่อยากเย็น เพราะหลังเจอวิกฤตแห่ถอนเงินฝาก ตอนนี้ออมสินดูดเงินกลับจนสภาพคล่องล้นกว่า 2.5 แสนล้านบาทไปแล้ว
ทำให้ในภาพรวมเรื่องสภาพคล่องของแบงก์รัฐขณะนี้ไม่ใช้ปัญหาในการอัดสินเชื่อเข้าระบบ
แต่ประเด็นที่ คสช.จะต้องให้ความสำคัญและต้องทำงานประสานผ่านกระทรวงการคลัง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แบงก์รัฐมีความคล่องตัวมากพอที่จะผลักดันสินเชื่อ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้คือ
การเพิ่มทุนในแบงก์ที่ทุนไม่พอ โดยในปีงบประมาณ 2557 มี 2 ธนาคาร ที่ได้รับเงินเพิ่มทุนคือ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) จำนวน 2,000 ล้านบาท และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) จะได้เงินเพิ่มทุนอีก 5,138 ล้านบาท แบ่งเป็นเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลัง 2,500 ล้านบาท จากธนาคารออมสิน 2,043 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทย 502 ล้านบาท และผู้ถือหุ้นรายย่อย 93 ล้านบาท ส่งผลให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ของทั้งสองแห่งสูงกว่า 8.5% ตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด
การปรับคณะกรรมการและเร่งการสรรหาตัวกรรมการผู้จัดการใน 3 แห่ง ได้แก่ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กรรมการผู้จัดการของเอสเอ็มอีแบงก์ และไอแบงก์ ให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อให้มีคนทำหน้าที่ขับเคลื่อนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ
การขายหนี้เสีย เพื่อลดยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทำให้แบงก์สามารถดึงสภาพคล่องกลับมาเป็นกำไรและปล่อยสินเชื่อได้คล่องตัวมากขึ้น ซึ่งมี 3 แบงก์ ได้แก่ เอสเอ็มอีแบงก์ มีแผนขายหนี้เสียราว 2,0003,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้เสียตั้งแต่ที่เป็นบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บอย.) ให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท หรือ SAM เช่นเดียวกับหวังลดหนี้เสียที่มีมากกว่า 3.2 หมื่นล้านบาทลง
ส่วนไอแบงก์มีแผนขายหนี้ก้อนใหญ่ราว 5,000 ล้านบาท ให้ SAM หวังลดหนี้เสียที่มีอยู่กว่า 3 หมื่นล้านบาท ลงเช่นกัน
ด้านธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เตรียมแผนขายเอ็นพีแอล 3,000 ล้านบาท ให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ หรือ บสก. คาดว่าช่วยลดเอ็นพีแอลจากล่าสุดอยู่ที่ 4.85 หมื่นล้านบาทลง
สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขในธนาคารนี้คือ การแก้เกณฑ์ในการกำกับดูแลธนาคารรัฐให้สอดรับกับภารกิจที่ต้องเข้าอุ้มลูกหนี้ที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะลูกหนี้กลุ่มเอสเอ็มอีให้มีความเข้มข้นน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานของ ธปท. เช่น การขยายเวลาในการตั้งสำรองหนี้เสีย 100% คิดจากลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้ 3 เดือน ออกเป็น 6 เดือน อาจใช้เป็นมาตรการชั่วคราวเฉพาะช่วงนี้ เพื่อให้ธนาคารกล้าปล่อยกู้ให้ลูกหนี้เอสเอ็มอีที่ต้องใช้เวลากว่าจะตั้งหลักได้
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอขอให้กระทรวงการคลังลดหย่อนเกณฑ์หลักประกันในการขอสินเชื่อ เพื่อให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ได้มากขึ้น เช่น ให้สามารถนำสิทธิเช่าแผงค้า เครื่องจักร เครื่องมือ ความเป็นเจ้าของหุ้น สินค้าคงคลัง การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสิ่งแวดล้อม สามารถใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อได้เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ให้คิดหลักประกันจากที่ดิน สิ่งปลูกสร้างเท่านั้น เพื่อช่วยเรื่องสภาพคล่องให้เอสเอ็มอีในรายที่ใช้เงินลงทุนไปมากแล้ว เมื่อเปิดกิจการยังต้องการสภาพคล่องที่ใช้เป็นทุนหมุนเวียน เพราะปัญหาส่วนใหญ่ของเอสเอ็มอีที่พบบ่อยคือ ทุนน้อย หลักประกันไม่พอ
เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการกำกับดูแลแบงก์รัฐยึดระเบียบตามมาตรฐานสากลของ ธปท.
ขณะที่มีหลายโครงการที่แบงก์รัฐได้รับคำสั่งจากการเมืองให้ปล่อยกู้ เช่น โครงการรับจำนำข้าว โครงการประกันภัยพืชผล โครงการบ้านหลังแรก โครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ภัยแล้ง โครงการช่วยผู้ประกอบการ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้จะให้แยกบัญชีเป็นบัญชีพิเศษ หรือพีเอสเอ ซึ่งมียอดคงค้างรวมหลายแสนล้านบาท โดยมีโครงการที่เป็นหนี้เสียที่รัฐต้องตั้งงบประมาณชดเชย อย่างกรณีของเอสเอ็มอีแบงก์ปีนี้ต้องได้เงินชดเชย 2,000 ล้านบาท แต่ทางสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังก็ยังไม่อนุมัติเงินส่งคืนให้
หากจะให้แบงก์รัฐเป็นมือไม้ของรัฐบาลในการพยุงเศรษฐกิจแล้วละก็ ต้องเริ่มจากการปรับปรุงแก้ปัญหาชีวิตของแบงก์รัฐให้ได้เสียก่อน เพื่อจะได้มีกำลังเข้ามาเป็นตัวช่วยให้ประชาชนและเอสเอ็มอีได้เข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งจะส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริงต่อในระยะยาว







