
การสร้างแบบอย่างที่ดีเพื่อประเทศ
ผมอ่านหนังสือชื่อ “ถ้ารู้ธรรมะพระพุทธเจ้าอาตมาคงไม่ติดคุก” เขียนโดยพระรักเกียรติ รักขิตะธัมโม (สุขธนะ) ซึ่งท่าน (รักเกียรติ สุขธนะ) เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาทุจริตการจัดซื้อยาและเครื่องเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินลงโทษจำคุก 15 ปี (ต.ค. 2546) และได้ยอมรับโทษทัณฑ์ตามคำพิพากษา ถูกจำคุกอยู่ 5 ปี จึงได้รับพระราชทานอภัยโทษ และได้ออกบวชใช้ชีวิตเป็นพระ ตั้งใจปฏิบัติธรรมเล่าประสบการณ์ชีวิตเตือนสตินักการเมืองให้ระมัดระวังอย่าได้กระทำผิดใดๆ
ผมอ่านหนังสือชื่อ “ถ้ารู้ธรรมะพระพุทธเจ้าอาตมาคงไม่ติดคุก” เขียนโดยพระรักเกียรติ รักขิตะธัมโม (สุขธนะ) ซึ่งท่าน (รักเกียรติ สุขธนะ) เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาทุจริตการจัดซื้อยาและเครื่องเวชภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินลงโทษจำคุก 15 ปี (ต.ค. 2546) และได้ยอมรับโทษทัณฑ์ตามคำพิพากษา ถูกจำคุกอยู่ 5 ปี จึงได้รับพระราชทานอภัยโทษ และได้ออกบวชใช้ชีวิตเป็นพระ ตั้งใจปฏิบัติธรรมเล่าประสบการณ์ชีวิตเตือนสตินักการเมืองให้ระมัดระวังอย่าได้กระทำผิดใดๆ
หนังสือ “ถ้ารู้ธรรมะพระพุทธเจ้า อาตมาคงไม่ติดคุก” เตือนสติคนเราได้ดี ผมนำเรื่องนี้มาเกริ่นนำเพื่อจะบอกว่า การสร้างคนหรืออาจจะเรียกว่า พัฒนาคนให้รู้สำนึก หรือ “พัฒนาคนให้มีจิตสำนึก” นั้น “ทำได้ยาก” เพราะคนเรามีกิเลสและความโลภ โดยเฉพาะกลุ่มนักการเมืองที่เติบโตมากับการหมกมุ่นอยู่ในอำนาจและตำแหน่งต่างๆ กรณีอย่างพระรักเกียรติ ก็คือ การได้รับโทษและอยู่ในคุกได้ศึกษา “ธรรมะ” ก็ก่อให้เกิดดวงตาเห็นธรรม
ผมเห็นด้วยและประทับใจกับคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กล่าวย้ำหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ ที่ว่า การบริหารราชการแผ่นดินจะต้อง “ถูกต้อง ชอบธรรม โปร่งใส” ซึ่งเป็นคำพูดที่ทำให้การบริหารราชการประเทศทั้งส่วนราชการทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่เข้ามาทำหน้าที่ยึดถือปฏิบัติ
ทั้งเป็นการเตือนสติของคนในชาติว่า ถ้าช่วยกันยึดมั่นในความถูกต้อง ชอบธรรม โปร่งใส ประเทศชาติของเราจะเดินหน้าไปด้วยดี
ผมเข้าใจว่า การบริหารประเทศเพื่อการพัฒนาประเทศไทย นอกจากเราจะพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว สิ่งที่เราจะต้องพัฒนาอย่างยิ่งก็คือ “การพัฒนาคนให้มีจิตสำนึกในการรู้จักความรับผิดชอบ ชั่วดี โดยเฉพาะความคิดที่มีสติปัญญาว่าอะไรคือความถูกต้องชอบธรรม”
ผมจึงเห็นว่า “การปฏิรูปประเทศ” ก็คือ การปฏิรูปคนไทยของเราให้รู้จักความถูกต้อง ความชอบธรรม และความโปร่งใส โดยเฉพาะการเริ่มพัฒนาตั้งแต่วัยเด็ก วัยเยาวชน ในสถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เขารู้จักความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ความมีจริยธรรม คุณธรรม เป็นต้น
ผมเห็นนักการเมืองในต่างประเทศที่เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองของประเทศหลายๆ คนได้แสดงความรับผิดชอบ สร้างความถูกต้อง รวมถึงความมีจริยธรรม คุณธรรม เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี เช่น
ชุงฮองวอน นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2557 เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่ออุบัติเหตุเรือเฟอร์รี “เซวอล” ล่ม จนทำให้นักเรียนที่เดินทางไปทัศนศึกษาที่เกาะเชจูต้องตายไป 286 คน สูญหายอีก 18 คน ต่อมา 19 พ.ค. 2557 ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ชื่อ ปาร์กกึนเฮ ได้แสดงความรับผิดชอบโดยออกมาขอโทษประชาชนและประกาศจะกวาดล้างคอร์รัปชั่น
กรณี วิลดิส โดมโบรฟสกิส (Valdis Dombrovskis) นายกรัฐมนตรีประเทศลัตเวีย ปัจจุบัน (2556) ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะหลังคาห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงริกา ประเทศลัตเวีย ได้พังถล่มลงมาคร่าชีวิตประชาชนไปประมาณ 54 คน และบาดเจ็บอีก 40 ราย เขาก็ประกาศลาออกสละตำแหน่งที่แสดงออกซึ่งความรับผิดชอบต่อความสูญเสียและโศกนาฏกรรม
กรณี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี (Silvio Berlusconi) นายกรัฐมนตรีประเทศอิตาลี ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ขอประกาศตัวลาออกจากตำแหน่ง เพราะมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นและการไม่สามารถแก้ไขวิกฤตหนี้สินจากวิกฤตยูโรโซนได้ เพื่อแสดงความรับผิดชอบ นอกจากนี้แล้วยังมีผู้นำประเทศอีกหลายๆ คนประกาศลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ เช่น ชินโสะ อาเบะ และ ยะสุโอะ ฟุกุดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และ เฉินซง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ที่แสดงความรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศ แล้วก่อให้เกิดปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจ การคอร์รัปชั่น ตลอดจนความผิดพลาดเรื่องอื่นๆ
ผมจึงเคยตั้งคำถามว่า ทำไมแบบอย่างผู้นำประเทศในหลายประเทศจึงมีจิตสำนึกความรับผิดชอบที่ดี รู้ว่าอะไรเป็นความถูกต้อง โปร่งใส และชอบธรรม และผมเข้าใจว่าประเทศของเราที่มีปัญหาทางการเมืองและก่อให้เกิดความขัดแย้ง ส่วนหนึ่งมาจากนักการเมืองที่ลุแก่อำนาจ หวงอำนาจ และมีการใช้ความรุนแรง มุ่งแสวงหาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ที่สำคัญการกระทำความผิดโดยการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.และการตัดสินของศาลยังไม่ค่อยพบเห็นนักการเมืองผู้มีอำนาจ (ตำแหน่ง) แสดงออกซึ่งความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง







