
สังคมไม่ล่มสลาย แต่...?
เป็นเจ้าที่ติดดินจริงๆ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ในวัย 78 ปี วันนี้ยังเป็นผู้ใหญ่ที่คุยสนุก หัวเราะร่าเริง ไม่ถือตัว แต่เดินไม่คล่องเพราะปัญหาสุขภาพ เจ้าตัวบอกว่า เป็นเบาหวานและโรคหัวใจแต่ทำบอลลูนมา 10 ปีแล้ว นอกจากนี้ช่วงหนึ่งเป็นเนื้องอกที่ไขสันหลัง
ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ เกิดปี พ.ศ. 2476 เป็นโอรสใน มจ.เพลิงนภดล รพีพัฒน์ (พระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์และหม่อมอ่อน) กับ หม่อมเจ้าหญิงทรงอัปสร รพีพัฒน์ (กิติยากร) (พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถกับหม่อมเจ้าหญิงอัปสรสมาน เทวกุล
ม.ร.ว.อคิน จบการศึกษาปริญญาตรี สาขากฎหมายจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด และปริญญาโทและปริญญาเอกสาขามานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยคอร์เนล ก่อนจะกลับมาสอนหนังสือในไทย
หลายคนสงสัยเป็นถึงเชื้อพระองค์ ทำไมถึงลงมาคลุกดินทำงานกับชาวบ้าน ม.ร.ว.อคิน เล่าอย่างอารมณ์ดีว่า
“
ผมไปเรียนที่อังกฤษ จบกฎหมายที่นั่น รวมอยู่อังกฤษ 10 ปี ตอนนั้นผมถูกบังคับให้เรียนในวิชาที่ผมไม่ชอบ คือ ตระกูลผมเป็นตระกูลกฎหมาย พ่อผมให้เรียนกฎหมาย แต่ผมไม่ชอบ แต่ก็พอจบได้ กลับมาเมืองไทย พ่อผมเอามาฝากไว้ที่ตำรวจ เขาให้ผมทำงานที่ศาลแขวงที่กรุงเทพฯ นี่แหละ ซึ่งก็ทำคดีการพนัน โสเภณี ทำให้ผมเริ่มต้นสนใจชุมชนแออัดในเมือง”จากนั้น ม.ร.ว.อคิน ได้ทุนร็อกกี้เฟลเลอร์ไปศึกษาด้านมานุษยวิทยา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อกลับเมืองไทยก็พบกับจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง คือ การได้มาสนิทกับอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาชนบทลุ่มน้ำแม่กลองขณะนั้น ถือเป็นการเปิดหูเปิดตาโลกชนบทเต็มตัว
“
ตอน 6 ตุลา ผมยังทำงาน อาจารย์ป๋วยยังมีคนในธรรมศาสตร์ ส่งรายชื่อให้ตำรวจ บอกว่าผมฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ จากนั้นทหารตรวจรายชื่อเขารู้จักพ่อผม เขายืนยันว่า ไม่ใช่แน่” เขาเล่าอย่างอารมณ์ขันม.ร.ว.อคิน เดินย่ำลงพื้นที่ช่วยเหลือ คนชนบทเกือบทุกตารางนิ้วในประเทศไทยยังมองว่าการต่อสู้ของแกนนำเสื้อแดงตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาได้ปลุกมวลชน
“คนชั้นล่าง” สู้รบคนชั้นกลางและคนชั้นสูง โดยใช้วาทกรรม “ไพร่” กับ “อำมาตย์” เพื่อเป็นการปลุกกระแสสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเอง“
ถ้าเขาตั้งใจนะ เขาจะต้องเอาข้อเรียกร้องอย่างเช่น การปฏิรูปที่ดิน เรื่องสวัสดิการต่างๆ มาพูดในเวทีเสื้อแดง แต่ผมฟังแล้ว ไม่เห็นมีเลย มีแต่เรื่องการเมือง เรื่องที่เขาจะเอาอำนาจ แย่งอำนาจมาพูด เขาไม่เรียกร้องพวกนั้น”“
นักการเมืองเขาถือโอกาสใช้คำว่า ไพร่ อำมาตย์ เรียกข้าราชการว่า อำมาตย์เพราะคำว่า อำมาตย์ มันไม่เหมือนคำว่า “นาย” มันไปผูกกับสถาบัน เขาดึงเข้ามาแบบนั้นว่าสถาบันเป็นหัวหน้าของพวกอำมาตย์ คือ เขาต้องการดึงขึ้นมาเพื่อโจมตีทางนั้น อันนี้กระเทือนสังคมไทยมาก”สังคมไทยจะล่มสลายไหม เราจะถอยหลังหรือก้าวหน้า อาจารย์อคินนิ่งคิดอยู่นาน
“
มันจะไม่ล่มสลาย แต่มันจะสูญเสียสถาบันในหลายสถาบัน หรือมันอาจมีภาวะจลาจล การแตกแยก หรือถ้าสังเกตดีๆ มันมีความแตกต่างระหว่างภาคอยู่นะ ภาคใต้กับกรุงเทพฯ เหนือกับอีสานก็อีกอย่าง ที่สุดประเทศไทยอาจแตกเป็นหลายประเทศก็ได้ แต่ผมหวังว่ามันไม่ไปถึงขนาดนั้น มันมีปัญหาเหมือนกันนะ แต่ถ้าไม่มีสถาบันหลักอย่างสถาบันพระมหากษัตริย์ก็อาจมีการทะเลาะฆ่ากันมากขึ้น คนเราต้องมีอะไรที่ยึดโยง ฉะนั้นสถาบันพระมหากษัตริย์สำคัญมากๆ”อาจารย์คิดว่า ยุคนี้สถาบันถูกโจมตีจริงไหม?...
“ถูกโจมตีจริง ผมดูจากหลายอย่าง แต่ผมคิดว่าแม้จะถูกโจมตี แต่ตราบใดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์นี้ยังอยู่ ผมคิดว่าไม่เป็นไร คนส่วนมากยังจงรักภักดีและยังรักท่าน แม้แต่ในพวกเสื้อแดงเองก็ตาม ส่วนมากก็จงรักภักดี มีน้อยนะที่ต่อต้านสถาบัน”“
ชาวบ้านยังจงรักภักดี แต่ว่ากลุ่มคนที่ไม่ชอบสถาบัน จะมีกลุ่มหนึ่งที่ผมสังเกตนะ คือ พวกอดีตนักศึกษา 6 ตุลา 2519 เขาจะรู้สึกและก็พวก 6 ตุลา ก็เยอะที่มาทำงานกับคุณทักษิณ เขาน่ากลัวอยู่นะ มีคนพูดแรงๆ อยู่หลายคน”กระนั้น ม.ร.ว.อคิน ก็ยอมรับว่าขบวนการล้มเจ้ามีจริง ไม่ต่างกับขบวนการคอมมิวนิสต์ ที่เมื่อก่อนมีความพยายามเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างประเทศ เช่น หนังสือเรื่อง
“เดอะคิงส์เนเวอร์สไมล์” ที่เชื่อมโยงกันแล้วชนชั้นล่างตื่นตัวจริงหรือยัง?... ความตื่นตัวทั่วประเทศไม่เหมือนกัน ถ้าเราจะพูดที่กรุงเทพฯ กับในชนบทแถวเชียงราย หรืออีสานจะต่างกันเพราะการพัฒนาของประเทศมันไม่เท่ากัน และถ้าพูดจริงๆ ส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นตัวจริงๆ







