
เผือกร้อนในมือ คสช.
เดิมพันครั้งสำคัญกับภารกิจหนักอึ้งที่ตกอยู่ในความรับผิดชอบของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เดิมพันครั้งสำคัญกับภารกิจหนักอึ้งที่ตกอยู่ในความรับผิดชอบของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งกางโรดแมปแผนฟื้นฟูประเทศหลังพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะแค่เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังรัฐประหาร กระแสคัดค้านการใช้อำนาจนอกระบบเข้ามา “ล้มกระดาน” เริ่มก่อตัวและขยายวงกว้างออกมากขึ้นเรื่อยๆ
แรงเสียดทานที่กำลังก่อตัวเวลานี้ถือเป็นโจทย์แรกที่ คสช.ต้องขบคิดให้ดีว่าจะรับมืออย่างไร เพราะด้านหนึ่งหากใช้ “ไม้แข็ง” ปิดกั้นการแสดงออกหรือบานปลายไปถึงขั้นควบคุมตัวอย่างที่ผ่านมาย่อมเป็นเชื้อปะทุปลุกให้กลุ่มกลางๆ ออกมาต่อต้านมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะภาพเวลานี้ที่ใช้ทหารติดอาวุธเข้าสกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงออก
แต่อีกด้านหนึ่งหากใช้ “ไม้อ่อน” ปล่อยไปแบบไม่สนใจไยดี คิดว่าจะอ่อนแรงไปนั้น ย่อมอาจซ้ำรอยเมื่อครั้งรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ที่ต่อมาก่อตัวเป็นกลุ่มคัดค้านรัฐประหารกระจายตัวไปทั่วประเทศและสุดท้ายย้อนกลับมากลายเป็นอุปสรรคในการบริหารงาน
ความยากจึงอยู่ที่จุด “สมดุล” ของการจัดการกับกลุ่มคัดค้านและหาทางแปรเปลี่ยนมาเป็นพลังร่วมสนับสนุนกระบวนการปฏิรูป สลายความขัดแย้งได้อย่างไร เพื่อทำให้ผลของการดำเนินการของ คสช.นับจากนี้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่ใช่กลายเป็น “ผลไม้พิษ” ที่จะถูกหยิบยกมาเป็น “เงื่อนไข” คัดค้าน ทำให้สิ่งที่ คสช.ดำเนินการจากนี้ต่อไปทั้งหมดมีปัญหาติดหล่มในวังวนเดิม
แต่ปัญหาแท้จริงอยู่ที่การเข้ามาสานต่อเดินหน้าบริหารระบบราชการให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยดี หลังจากชะงักงันมากว่าครึ่งปี ท่ามกลางสภาพบรรยากาศการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ที่ซบเซา ภาพลักษณ์ในสายตาชาวต่างชาติที่ไม่ดีนัก การจะกอบกู้ให้ทุกอย่างฟื้นกลับมาเป็นปกติย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะสำหรับ คสช.ที่ไม่เคยมีประสบการณ์บริหารประเทศ
การมอบหมายให้รองหัวหน้า คสช. ซึ่งส่วนใหญ่คุ้นเคยกับงานในกองทัพเข้ามาควบคุมงานด้านความมั่นคง จิตวิทยา เศรษฐกิจ กฎหมาย ไปจนถึงกิจการพิเศษ ฯลฯ ย่อมไม่อาจสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมการบริหารงานฝ่ามรสุมไปได้ แม้รอบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะระบุว่ามีการแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญในการทำงานมาเป็นที่ปรึกษาแต่ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย
แน่นอนว่าสำหรับปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นการคืนเงินให้ชาวนาที่ติดค้างมาตั้งแต่สมัยโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แม้จะได้ใจชาวนาไปไม่น้อย แต่ระยะยาวกับฤดูการเพาะปลูกครั้งใหม่ย่อมต้องมีปัญหาเพิ่มเติมตามมาและเป็นแรงเสียดทานย้อนกลับมาเป็นปัญหาให้ คสช. เช่นเดียวกับการบริหารในกระทรวง ทบวง กรมอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยปัญหาที่ค้างคาต่อเนื่องจากรัฐบาลก่อน
ถัดมาที่ภารกิจสลายความขัดแย้งที่ฝังรากลึกมายาวนานในสังคม ซึ่งเป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่ยังมองไม่เห็นแนวทางออกได้อย่างไร ซึ่งอาจจะต้องเชื่อมโยงต่อไปถึงการปฏิรูป เพราะไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไข “ต้นตอ” ความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความไม่เป็นธรรมในสังคม กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย อำนาจหน้าที่องค์กรอิสระต่างๆ ทำให้ข้อครหา เลือกปฏิบัติ สองมาตรฐาน หมดสิ้นไป
แต่ในภาวการณ์ความขัดแย้งนำไปสู่การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน เป็นเรื่องยากที่จะสามารถคัดสรรเลือกคณะบุคคลขึ้นมารับหน้าที่นี้ท่ามกลางการยอมรับจากทุกฝ่าย ยิ่งหากนำบุคคลที่เชื่อมโยงกับคู่ขัดแย้งเวลานี้มาเป็นผู้ดำเนินการแต่ฝ่ายเดียว ไม่เปิดให้ฝ่ายตรงข้ามหรือแต่ละภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมย่อมทำให้ผลการดำเนินการไม่เป็นที่ยอมรับในที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างหลายประเด็น จำเป็นต้องเข้าไปแก้กฎหมาย “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” จึงเป็นอีกคณะบุคคลที่ต้องให้ความสำคัญในการคัดเลือกบุคคลเข้ามาดำเนินการ
เพราะถือเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้าไปสลายต้นตอปัญหาที่เป็นรากเหง้าความขัดแย้ง รวมไปถึงการปูโครงสร้างวางระบบประเทศในแต่ละด้านให้กลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากกลุ่มบุคคลที่เข้ามาดำเนินการถูกมองว่าเลือกข้างเอนเอียงเข้ากับฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ย่อมมีผลกระทบโยงใยต่อไปถึงการยอมรับของสังคมโดยรวม
เช่นเดียวกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ครม.ชุดใหม่ ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีเมื่อไหร่ และมาตามกระบวนการใด จะผ่านการเลือกตั้งปกติ หรือกระบวนการอื่นๆ ประเด็นนี้ถือเป็นอีกความล่อแหลมที่จะนำไปสู่การต่อต้าน เพราะหาก คสช.ยื้ออยู่ในตำแหน่งนานเท่าไหร่ ย่อมสร้างแรงเสียดทานมากยิ่งขึ้น
จุดอ่อนไหวอีกจุดหนึ่งคือ หาก คสช.คืนอำนาจที่ยึดมารวดเร็วเกินไป ในขณะที่ยังไม่ได้วางระบบโครงสร้างนำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบ ย่อมอาจทำให้ทุกอย่างวนกลับไปสู่วังวนความขัดแย้งเดิมๆ ส่งผลให้การยึดอำนาจรอบนี้สูญเปล่า การทำหน้าที่ของ คสช. จึงเต็มไปด้วยแรงกดดัน
ที่สำคัญต้องจับตาว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะเป็นใคร พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้ามารับตำแหน่งนี้ด้วยตัวเองหรือไม่ เพราะนั่นอาจจะยิ่งสร้างกระแสต่อต้านมากขึ้น ซึ่งเจ้าตัวได้แต่แบ่งรับแบ่งสู้ว่าเมื่อเจอคำถามนี้ว่า “ทำไมต้องถามในสิ่งที่มาไม่ถึง โดยตามขั้นตอนยังไงต้องมีนายกรัฐมนตรี ต่อจากมีนายกรัฐมนตรี ไม่มีคณะรัฐมนตรีจะเป็นไปได้หรือไม่ เก่าๆ เขาทำยังไงมีแนวทางอยู่บ้างแล้ว บางอย่างมีความคล้ายคลึง
“การใช้อำนาจต้องระมัดระวัง ยิ่งมีอำนาจมากยิ่งต้องทำตัวให้เล็กลง อย่ามีอำนาจมาก”
ส่องดูโรดแมปคืนความสงบสุขให้ประเทศนับจากนี้ ล้วนแต่เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามตลอดเส้นทางและไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย และหากทำไม่ดีย่อมทำให้การรัฐประหารรอบนี้สูญเปล่า







