
คสช.เผชิญแนวรบ"โซเชียลมีเดีย"
ถึงแม้ว่าจะมีผู้ออกมาเคลื่อนไหวทางโซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อต่อต้านการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จำนวนมาก ทว่าคณะรัฐประหารก็ยังไม่มีท่าทีจะปิดโซเชียลมีเดียต่างๆ แต่ประการใด
ถึงแม้ว่าจะมีผู้ออกมาเคลื่อนไหวทางโซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อต่อต้านการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จำนวนมาก ทว่าคณะรัฐประหารก็ยังไม่มีท่าทีจะปิดโซเชียลมีเดียต่างๆ แต่ประการใด
จอน รัสเซล บรรณาธิการข่าวภูมิภาคเอเชีย จากเว็บไซต์ข่าว เดอะ เน็กซ์ แสดงความเห็นว่า เจ้าตัวรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยทีเดียวที่คณะรัฐประหารไม่เซ็นเซอร์โซเชียลมีเดีย ทว่าหากทหารตัดสินใจเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต ทหารจะเผชิญกับความสูญเสียมากกว่าได้รับประโยชน์
ทั้งนี้ เพื่อความสงบเรียบร้อย ภายหลังรัฐประหาร คสช.ได้เข้าควบคุมกิจการสื่อสารมวลชนบางแห่ง โดยอ้างว่าเพื่อระงับการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกและความรุนแรงในสังคม เพื่อความสงบเรียบร้อย เช่น การระงับการออกอากาศช่องเคเบิลบางช่อง
อย่างไรก็ดี คนไทยบางกลุ่มเริ่มหันไปใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กในการติดต่อสื่อสารกับมวลชนแทน และเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองจากการชุมนุมแบบปักหลักระยะยาวและใช้คนจำนวนมาก เป็นการรวมตัวกันระยะสั้นและใช้เวลาไม่นาน (แฟลชม็อบ) เช่นการประท้วงต่อต้านรัฐประหารเมื่อวันที่ 24-25 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยกลุ่มผู้ชุมนุมจะสลายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อทหารพยายามเข้าปราบปราม และจะใช้โซเชียลมีเดียเพื่อนัดแนะสถานที่ชุมนุมต่อไปอย่างรวดเร็ว
ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า โซเชียลมีเดียกำลังมีความสำคัญมากขึ้นในฐานะเครื่องมือรณรงค์ต่อต้านรัฐบาล ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้ชุมนุมในยูเครนใช้แฮชแท็ก #Euromaidan ที่จะทำให้คนที่สนใจเรื่องดังกล่าวสามารถค้นหาความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกิจกรรมได้โดยง่าย เพียงแค่พิมพ์แฮชแท็กเดียวกันนี้เพื่อค้นหา เพื่อสื่อสารถึงกิจกรรมการประท้วงขับไล่อดีตประธานาธิบดี วิกเตอร์ ยานูโควิช ผ่านทางทวิตเตอร์
สอดรับกับทางรอยเตอร์ส ระบุว่า การทำแฟลชม็อบกำลังกลายเป็นวิธีการต่อต้านรัฐบาลแบบใหม่ โดยได้ต้นแบบมาจากการลุกฮือแห่งโลกอาหรับ (อาหรับสปริง) และการจลาจลในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2554 โดยทั้งคู่ใช้โซเชียลมีเดียอย่างทวิตเตอร์ในการติดต่อสื่อสาร นัดแนะสถานที่ชุมนุม และส่งข่าวบอกตำแหน่งของตำรวจปราบจลาจล รวมถึงแนะวิธีการรับมือกับเจ้าหน้าที่อีกด้วย
ซีเอ็นเอ็น ยังระบุอีกว่า เมื่อข้อมูลไหลผ่านทางโซเชียลมีเดียได้มากกว่าช่องโทรทัศน์แบบดั้งเดิม ส่งผลให้คนส่วนใหญ่หันไปตามข่าวผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กที่คนสามารถแบ่งปันข้อมูลระหว่างกันได้มากกว่า
พร้อมกันนี้ รอยเตอร์สยังแสดงความเห็นว่า คณะรัฐประหารยังใช้การสื่อสารมวลชนแบบเก่า คือ ให้โฆษกของกองทัพเป็นผู้อ่านแถลงการณ์หรือคำสั่งผ่านโทรทัศน์ โดยมีเพียงโต๊ะที่ได้รับการจัดอย่างเรียบง่ายและพื้นหลังสีขาว ชวนให้นึกถึงช่วงที่ทหารทำรัฐประหารให้ละตินอเมริกาในช่วง 1690s – 1970s
รอยเตอร์สทิ้งท้ายไว้ว่า แม้จะผ่านการรัฐประหารมา 4 วันแล้ว แต่ คสช.ก็ยังไม่มีเว็บไซต์อย่างเป็นทางการแต่อย่างใด







