posttoday
สมรภูมิ "ตัวแทน" ระอุเอเชีย เมื่อสหรัฐฟอร์มทีมสกัดพญามังกร

สมรภูมิ "ตัวแทน" ระอุเอเชีย เมื่อสหรัฐฟอร์มทีมสกัดพญามังกร

26 พฤษภาคม 2557

ภูมิภาคเอเชียกำลังกลายเป็นสมรภูมิที่มีการปะทะกันของมหาอำนาจผ่าน “ตัวแทน” นั้นร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่แพ้วิกฤตในยูเครน

โดย...ธนพล ไชยภาษี

ภูมิภาคเอเชียกำลังกลายเป็นสมรภูมิที่มีการปะทะกันของมหาอำนาจผ่าน “ตัวแทน” นั้นร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่แพ้วิกฤตในยูเครน ไม่ว่าจะเป็นสงครามน้ำลายและสงครามจิตวิทยารายวันระหว่างจีน และบรรดาพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา ทั้งญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ตลอดไปจนถึงการประท้วงต่อต้านจีนในเวียดนาม ที่ในปัจจุบันเวียดนามกำลังต้องการสหรัฐ เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับจีนที่มีชายแดนติดกันและมีข้อพิพาททางทะเลกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ยิ่งจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า ในขณะที่จีนกำลังเติบโตก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ซึ่งทำให้จีนต้องเร่งพัฒนาด้านการทหาร เพื่อให้สอดคล้องกับขนาดของประเทศที่กำลังพองตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด และกลายเป็นการขยายอิทธิพลไปทั่วภูมิภาคเอเชียโดยอัตโนมัติ

ในขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกาเองก็ประกาศไว้ชัดเจนถึงการ “ดำรงอยู่” ในภูมิภาคนี้ โดยเห็นได้ชัดเจนหลังจากที่ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ขึ้นดำรงตำแหน่งในสมัยที่ 2 เมื่อกว่า 2 ปีก่อน ก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้

การกลับมาสู่ภูมิภาคเอเชียของสหรัฐในครั้งนี้ ย่อมหลีกเลี่ยงได้ยากที่จะเกิดการปะทะกับอิทธิพลของจีน กระนั้นก็ตามการปะทะของมหาอำนาจโดยตรงนั้นถือว่าเป็นทางเลือกที่ไม่สู้ฉลาดนักในยุคสมัยใหม่นี้ การปะทะผ่าน “ตัวแทน” ของสหรัฐ จึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า

ดังจะเห็นได้จากการก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ ชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่นในปี 2012 เมื่อก้าวขึ้นมายังตำแหน่งผู้นำประเทศทันทีทันใด อาเบะ ก็มุ่งใช้นโยบาย “ชาตินิยม” และใช้ท่าทีแข็งกร้าวต่อเพื่อนบ้านอย่างจีนในทันที โดยเฉพาะกับกรณีข้อพิพาทเกาะเตียวหยู

เวียดนาม ซึ่งกลายเป็นพันธมิตรของสหรัฐไปแล้วก็มีท่าทีแข็งกร้าวและไม่ยอมลงให้จีนง่ายๆ โดยเห็นได้จากการประท้วงและทำลายทรัพย์สินของจีนเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

ฟิลิปปินส์ ที่เศรษฐกิจยังคงต้องพึ่งพาจีนก็กลับมีท่าทีไม่เกรงกลัวจีนขึ้นอย่างชัดเจน อีกทั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้ ฟิลิปปินส์เพิ่งจะบรรลุข้อตกลงความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่ง โดยเปิดโอกาสให้ทหารสหรัฐเข้ามาใช้ฐานทัพในฟิลิปปินส์ได้มากขึ้น

นอกเหนือจากการปล่อยให้ประเทศ “ตัวแทน” เหล่านี้สวมบทกองหน้าต่อกรกับจีนมากขึ้นแล้ว การออกแบบโครงสร้างยุทธศาสตร์พันธมิตรของสหรัฐอเมริกาแบบใหม่ก็กำลังก่อร่างขึ้นอย่างสังเกตได้ชัด

ในอดีตการขยายอิทธิพลของสหรัฐก็คือ การขยายฐานทัพสหรัฐ แต่ในปัจจุบันจากสภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองในโลกยุคใหม่ ทำให้การขยายอิทธิพลในรูปแบบเดิมนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะการขยายฐานทัพใหม่นั้นนอกเหนือจากจะมีราคาแพงแล้ว ยังเริ่มถูกกระแสต่อต้านมากขึ้นจากคนท้องถิ่นด้วย

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ ในประเทศไทยที่เคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดสหรัฐมากที่สุดชาติหนึ่งในเอเชียในช่วงสงครามเย็น กระแสต่อต้านคุกรุ่นขึ้นทันทีในปี 2012 เมื่อสหรัฐได้ขอกลับมาใช้ฐานทัพเรืออู่ตะเภาอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะบอกว่าไม่เกี่ยวกับงานด้านการทหารเป็นเพียงฐานปฏิบัติงานดาวเทียมสภาพอากาศเท่านั้นเอง

ดังนั้น การร่างภูมิศาสตร์ในเอเชียของสหรัฐในยุคใหม่สหรัฐ จึงใช้ยุทธศาสตร์ผ่านการสร้างกลุ่ม “พันธมิตร” ขึ้นแทน เพื่อถ่วงดุลกับอิทธิพลจากจีน

เดอะ ฟิลิปปินส์ สตาร์ สื่อในฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศพันธมิตรที่สำคัญที่สุดอีกแห่งหนึ่งของสหรัฐ รายงานอ้างแหล่งข่าวเชื่อถือได้ว่า สหรัฐกำลังร่างภูมิศาสตร์พันธมิตรดังกล่าวขึ้นจริง อันประกอบไปด้วยประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งนอกเหนือจากฟิลิปปินส์เองแล้ว ก็ยังมีออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอาจจะเป็นสิงคโปร์ และไทย นอกจากนั้น สหรัฐก็ยังชักชวนมาเลเซียด้วยเช่นกัน

ข้อมูลดังกล่าวถือว่ามีมูลอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี้เอง ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง แห่งจีน ได้สร้างความน่าประหลาดใจที่จู่ๆ ได้ลุกขึ้นมาเตือนถึงความพยายามสร้าง “พันธมิตร” ของบางประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีเป้าหมาย เพื่อต่อต้านจีนอย่างชัดเจน

คำเตือนของผู้นำพญามังกรในครั้งนี้นั้น มีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับที่จีนกำลังมีสัมพันธ์อันตึงเครียดกับญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม และมีขึ้นในช่วงที่การสร้างยุทธศาสตร์พันธมิตรใหม่ของสหรัฐกำลังก่อร่างขึ้นอย่างสังเกตได้ไม่ยากนัก!

สถานการณ์ดังกล่าวนี้ยังก่อร่างขึ้นในช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะกับที่การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐ และรัสเซียในวิกฤตยูเครนนั้นกำลังทำให้ยูเครนเริ่มที่จะแสวงหาพันธมิตรใหม่ และหันหน้าสู่เอเชียแทนที่ยุโรปมากขึ้นกว่าเดิม

ข้อตกลงการซื้อก๊าซธรรมชาติของจีนจากรัสเซียเป็นมูลค่ามหาศาลเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น บรรลุขึ้นได้อย่างง่ายดายทั้งๆ ที่การเจรจายืดเยื้อมานานกว่า 15 ปี นั้นยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า การจับมือกันระหว่างจีนและรัสเซียเท่านั้นที่สามารถตอบสนองต่อการต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐที่กำลังเดินเกมรุกในภูมิภาคเอเชียและยุโรปอย่างแข็งกร้าว

และยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังวอชิงตันว่า จีนเองก็กำลังตั้ง “บล็อก” ขึ้นมาต่อรองกับพญาอินทรีย์ด้วยเช่นกัน!

ในส่วนของประเทศไทยนั้นจะเห็นได้ว่า สหรัฐอเมริกาได้เริ่มใช้นโยบายทางการทูตแบบอ่อนโยน (Soft Diplomatic) กับไทยมาระยะหนึ่งนับตั้งแต่ คริสตี เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐ เข้าดำรงตำแหน่งในประเทศไทยเมื่อปี 2011 ซึ่งเพียงไม่นานเอกอัครราชทูตสหรัฐผู้นี้ก็ชิงพื้นที่สื่อตามแบบฉบับ Soft Diplomatic ด้วยการขึ้นเครื่องบินกระโดดร่มเหินเวหาที่ จ.ลพบุรี ในปีเดียวกัน จัดทำวิดีโออวยพรเนื่องในวันปีใหม่และสงกรานต์แบบไทยๆ อยู่หลายต่อหลายครั้ง และน่าจะเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยคนแรกที่ออกรายการทำอาหารเสียด้วย

แต่กระนั้นดูเหมือนว่า ยุทธศาสตร์ Soft Diplomatic ของสหรัฐเช่นนี้อาจจะไม่ประสบความสำเร็จนัก เมื่อท่าทีจากสหรัฐเองต่อสถานการณ์ในการเมืองไทยที่กำลังแตกออกเป็นฝักเป็นฝ่ายอยู่นั้น ดูเหมือนว่าจะหันไปเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอย่างชัดเจนจนสังคมไทยเริ่มเกิดความระแวง และถึงกับทำสหรัฐต้องออกแถลงการณ์แก้ต่างอยู่บ่อยครั้งว่าไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

แต่กระนั้น นั่นก็ได้ทำให้คนไทยไม่น้อยรู้สึกระแวง และไม่ไว้วางใจสหรัฐไปเสียแล้ว

อีกทั้งทันทีทันใด เมื่อกองทัพไทยได้ยึดอำนาจทำรัฐประหารเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐก็เป็นชาติแรกๆ ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และกดดันกองทัพไทยในทันที พร้อมกับประกาศลดความช่วยเหลือทางทหารให้กับไทยลง 1 ใน 3 พร้อมกับยังประกาศยกเลิกการฝึกซ้อมรบทางทหารร่วมกัน ในโปรแกรม CARAT ที่กำลังดำเนินการอยู่ลงในทันทีด้วย

กระนั้น แม้ว่าสหรัฐจะมีท่าทีแข็งกร้าวขึ้นมาต่อกองทัพไทยดังที่เห็น แต่ในอีกมุมมองด้านหนึ่งจะเห็นว่าการลดความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐเป็นไปเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งสหรัฐซึ่งวางตำแหน่งตัวเองถึงการเป็นเสาหลักแห่งประชาธิปไตยของโลก จะไม่ออกมาวิจารณ์การทำรัฐประหารของไทยก็จะถือว่ากะไรอยู่ จึงเห็นว่ามาตรการตัดลดความช่วยเหลือของสหรัฐนั้นถือว่าเล็กน้อยมาก

และสหรัฐมีความจำเป็นที่จะต้องวิพากษ์วิจารณ์ทหารไทยอยู่บ้างในฐานะที่สหรัฐคือเสาหลักประชาธิปไตยของโลก (แต่กลับเคยสนับสนุนรัฐบาลทหารในปากีสถาน อียิปต์ และอีกหลายๆ ที่ ถ้าสหรัฐมีผลประโยชน์ร่วมอยู่)

ดังนั้นสุดท้ายแล้ว ถ้าสหรัฐจะเลือกตีตัวออกห่างและวางเป็นปฏิปักษ์ต่อไทยมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งถือว่าสหรัฐจะเป็นฝ่ายทำลายผลประโยชน์ของตัวเองมากขึ้นเท่านั้นเอง

เพราะจะยิ่งเป็นการผลักให้เด็กดื้ออย่างไทยในสายตามะกันหันไปซบอกพญามังกรจีนมากกว่าเดิม...!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท