
กงล้อประชาธิปไตย
ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอยอีกครั้ง...
ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอยอีกครั้ง...
ทหารออกโรงปฏิวัติพร้อมเพลง “หนักแผ่นดิน” หวนนึกถึงบรรยากาศสยองที่คนไทยฆ่ากันสมัย 6 ตุลา 2519
เมื่อกลไกต่างๆ มาถึงทางตัน จะเดินหน้าเลือกตั้งก็ไม่ได้ อีกฝ่ายก็ชิงตั้งนายกรัฐมนตรีไม่ได้ เจรจาก็ไร้ทางออก สองฝ่ายต่างยืนเหตุผลสุดขั้วผลักให้ทหารต้องฝ่าไฟแดงออกมาใช้อำนาจนอกระบบเอง
รอบนี้เป็นการปฏิวัติที่เนียนกว่าเดิม เพราะประกาศกฎอัยการศึกก่อนยึดอำนาจ และสร้างฉากเจรจาก่อนที่จะทหารรวบตัวแกนนำสองฝ่ายขึ้นรถเข้าถ้ำพร้อมออกทีวีแถลงการณ์ควบคุมอำนาจ โดยที่ไม่มีรถถังออกมาเพ่นพ่านเหมือนทุกครั้ง เหตุผลของการยึดอำนาจครั้งนี้ก็ไม่มีข้ออ้างเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเช่นที่ผ่านมา
ฉากปฏิวัติหนนี้ พูดไปอีกนาน “ลับ ลวง พราง” ของ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ชิดซ้ายไปเลย
จากนี้จะเป็นอย่างไร การแก้ปัญหาในแบบฉบับทหารจะผูกปมความขัดแย้งใหม่ให้สังคมแตกแยกมากขึ้นพาประเทศถอยหลัง หรือจะคลายปมเก่าใช้อำนาจเต็มมือเดินหน้าสู่การเปลี่ยนประเทศ ต้องติดตาม
แต่สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเผชิญ คือ แรงต้านรัฐประหารจากกลุ่มทักษิณและคนที่รับไม่ได้กับการใช้อำนาจนอกระบบ ซึ่งน่าจะหนักกว่าปฏิวัติ 2549 ครั้งนั้นก็แทบรากเลือด คุมกลุ่มต่อต้านไม่อยู่ คนเสื้อแดงขยายตัวชุมนุมตามจุดต่างๆ จนเติบโตและกลับมาชนะเลือกตั้งได้ ขณะที่ พ.ศ.นี้ 2557 โลกอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟูกว่าแต่ก่อน การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารทำไม่ได้แล้ว
ผมทำข่าวการเมืองมา 20 ปี ตั้งแต่เหตุการณ์ ส.ป.ก. 401 ยอมรับเลยว่า การเมืองไทย 10 ปีหลังมานี้ต่อสู้ห้ำหั่นดุเดือด ขัดแย้งรุนแรงมาก
การเมืองจากเดิมถูกปิดประตูเป็นของนักการเมือง จะฮั้วต่อรองผลประโยชน์ก็แบ่งโควตากันในห้องประชุมสภา ในเวทีกรรมาธิการงบประมาณ ไม่ก็ในทำเนียบรัฐบาล ประชาชนหมดโอกาสตรวจสอบ ความขัดแย้งไม่ลุกลามไปข้างนอก แต่ช่วงปลายรัฐบาลทักษิณที่ปรากฏภาพใช้อำนาจมิชอบ ประชานิยมดูดีประชาชีได้ประโยชน์ ทว่าแฝงไปด้วยคอร์รัปชั่นเพื่อตระกูล เป็นเผด็จการซ่อนรูป เกิดกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาขับไล่ปี 2548 เป็นปฐมบทความขัดแย้งแรก จนนำพาให้ทหารปฏิวัติ ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนจากนั้นเป็นต้นมา
คำพูดที่ว่า คนไทยไม่ได้สู้เพื่ออุดมการณ์ก็ไม่จริงแล้ว มีคนยอมตายเพื่อประชาธิปไตย จากลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ขับแท็กซี่ชนรถถังและผูกคอตายต่อมา รวมถึงประชาชนทั้งสองกลุ่มที่ร่วมม็อบก็เช่นกัน ต่างรู้ว่าการเข้าชุมนุมเสี่ยงอันตรายจากอาวุธสงครามเอ็ม 79 จากฝ่ายไม่หวังดี หรือการถูกกระชับพื้นที่จากทหารที่เกิดขึ้นมาแล้ว
การเมืองไทยวันนี้ไม่เหมือนสูตรเดิมๆ ที่ว่า เลือกตั้งจบ พรรคร่วมรัฐบาลบริหารประเทศอยู่ไม่เกิน 3 ปีแล้วยุบสภา นักการเมืองกลุ่มเดิมก็สลับหน้ามาปกครอง คอร์รัปชั่นกันในหมู่พวกพ้อง
เรามีตัวแปรใหม่ๆ เกิดขึ้น กลุ่มพลังต่างๆ เข้ามามีส่วนกำหนดชะตากรรมบ้านเมืองไม่ว่า ทักษิณกองทัพ ม็อบแดง ม็อบเหลืองกปปส. ตุลาการ องค์กรอิสระ กลุ่มจารีต
ถ้าย้อนดูตั้งแต่เริ่มมีม็อบพันธมิตรฯ ต่อต้านทักษิณที่สวนลุมพินีปี 2548 มีเรื่องที่สุดคาดไม่ถึงหลายแบบ
ฝ่ายค้านบอยคอตไม่เลือกตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเลือกตั้งโมฆะ พรรคไทยรักไทยจ้างวานพรรคเล็กลงสมัคร กกต.ถูกจำคุก สุดท้ายไม่มีเลือกตั้งเพราะ “บิ๊กบัง” รัฐประหาร 19 กันยา
ทว่า รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในยุค คมช.ก็ล้มเหลว ทำให้พรรคทักษิณชนะถล่มทลายอีก สมัคร สุนทรเวช พยายามแก้รัฐธรรมนูญฉบับตุลาการภิวัฒน์ เกิดม็อบพันธมิตรฯ ภาคสอง ครั้งนี้ชุมนุมลากยาว ยกระดับจนไปยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้สมัครพ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี จากคดีชิมไปบ่นไป ขณะที่ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ รับช่วงเป็นนายกฯ ต่ออยู่ได้แค่ 3 เดือน ก็ตามรอยสมัคร เจอศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคพลังประชาชนข้อหาทุจริตเลือกตั้ง
รัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามาก็เจอขบวนการเสื้อแดงตอบโต้กลับ ครั้งนี้มีกลยุทธ์กดดันต่างจากม็อบเหลือง เพราะไปชุมนุมในสถานที่ธุรกิจใจกลางเมืองอย่างราชประสงค์ วันนี้ใครจะไปรู้ “ราชประสงค์” กลายเป็นสถานที่สัญลักษณ์ของม็อบการเมืองไปแล้ว
ปี 2553 ความขัดแย้งยกระดับลงลึกไปยังครอบครัว รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้ทหารกระชับพื้นที่ฝ่ายแดงที่ชุมนุมขับไล่มายาวนานเกือบ 100 วัน แนวร่วมแดงเองก็ใช้กองกำลังใต้ดินยิงเอ็ม 79 เข้าพื้นที่สัญลักษณ์หลายแห่ง ครั้งนั้นเกิดการปะทะกันทั้งสองฝ่ายเสียชีวิต 91 ศพ
อีกด้านศาลตัดสินคดีทุจริตที่ คตส.ส่งเรื่องมาหลายคดี ทักษิณถูกศาลจำคุก 2 ปี และยังพ่วงอีกหลายคดี แต่ยังพิพากษาไม่ได้เพราะเจ้าตัวหนีก่อน
ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่คิดว่าสถานการณ์น่าจะคลี่คลายลง เพราะได้รับเลือกตั้งท่วมท้น ปรากฏว่าความขัดแย้งยังหนักหน่วงกว่าเดิม การบริหารประเทศใช้วิธีกินคำใหญ่ พยายามช่วยเหลือพี่ชาย ทักษิณ ชินวัตร ด้วยการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แก้ไขรัฐธรรมนูญที่ซ่อนแนวคิดการล้างผิดเอาไว้ และออกกฎหมายเงินกู้มหาศาล 2 ล้านล้านบาท ที่ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการออกกฎหมายเงินกู้เป็นโมฆะขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมถึงโครงการรับจำนำข้าวอภิมหาคอร์รัปชั่นที่ ป.ป.ช.กำลังสรุปดำเนินคดีกับยิ่งลักษณ์อยู่
ม็อบ กปปส.ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ รวมพลังกลุ่มต่อต้านระบอบทักษิณได้ใหญ่โต ใครจะคิดจากมูลเหตุคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตัวเดียวจะชุมนุมลากยาวมาถึง 7 เดือน ทำลายสถิติพันธมิตรฯ และยุทธวิธีต่อสู้ก็หลากหลายกว่าเสื้อแดงและพันธมิตรฯ เรียกว่า ใช้จนเกลี้ยงตำราม็อบ ทั้งปิดถนนชัตดาวน์พื้นที่เศรษฐกิจในเมือง 7 จุด ปิดกระทรวง ยึดศูนย์ราชการ ศาลรัฐธรรมนูญสร้างประวัติศาสตร์อีกรอบตัดสินให้ยิ่งลักษณ์พ้นตำแหน่งนายกฯ พร้อมด้วยรัฐมนตรีบางส่วนที่หลุดเก้าอี้ไปด้วย คดีโยกย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี” โดยมิชอบ
วุฒิสภาพยายามเสนอชื่อนายกฯ คนใหม่ตามมาตรา 7 แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจเต็ม จนที่สุดทหารเข้ายึดอำนาจซ้ำรอย
เห็นได้ว่า กลไก เครื่องมือต่างๆ พลังมวลชน ถูกนำมาใช้ต่อสู้ทั้งขยายอำนาจ ตรวจสอบ เอาผิด กันทุกรูปแบบ
เมื่ออำนาจบริหารประเทศอยู่ในมือขุนทหารปัจจุบันอีกครั้ง ภาพที่ปรากฏวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนำความสงบกลับมา หรือเดินหน้าแก้ปัญหาใหญ่ แรงต้านดูท่าจะขยายวงกว้าง ทหารอาจต้องรีบคายอำนาจเพื่อเลือกตั้งใหม่
การเมืองช่วง 10 ปีหลังมานี้ สำหรับนักข่าวอย่างผมถือเป็นห้องเรียนใหญ่ที่ได้ศึกษาและตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นว่า สุดท้ายแล้ว ประชาธิปไตยคืออะไร มีหน้าตาอย่างไร กี่รูปแบบ ชีวิตมนุษย์ต้องการอะไรมากกว่ากัน เสรีภาพ ชีวิตที่ดีกว่า เป้าหมายกับวิธีการสำคัญ แค่ไหน อย่างไร
ไม่มีใครรู้ว่า บทสรุปความขัดแย้งทางการเมืองจะจบอย่างไร คงเพราะประชาธิปไตยแบบไทยๆ กำลังขยับขยาย เคลื่อนตัวให้สอดรับกับการเติบโตของสังคมที่มากกว่าแต่ก่อน การต่อสู้ของขั้วการเมือง ที่ยังฝุ่นตลบอยู่นี้ก็กำลังหาที่ยืนใหม่ในดุลอำนาจที่กำลังจัดสรรปรับเปลี่ยนอยู่
สิ่งที่ถูก การใช้อำนาจเพื่อส่วนร่วม เพื่อสาธารณชน หาใช่เพื่อตัวเอง พวกพ้อง เป็นบทสรุปให้ผู้มีอำนาจอยู่อย่างมั่นคงและประชาชนจะรักคุณ







