posttoday
เมื่อคึกฤทธิ์เป็นทหาร

เมื่อคึกฤทธิ์เป็นทหาร

25 พฤษภาคม 2557

ทหารไม่ว่ายุคนี้ยุคไหนก็น่ารักเสมอ

ทหารไม่ว่ายุคนี้ยุคไหนก็น่ารักเสมอ

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มียศทางทหารสุดท้ายเป็นนายพลตรี โดยเริ่มต้นชีวิตทหารใน พ.ศ. 2484 ครั้งที่ไทยร่วมรบเพื่อเอาดินแดนคืนจากฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีน โดยติดยศสิบโทในตำแหน่งจ่ากองร้อย ต่อด้วยสงครามมหาเอเชียบูรพาที่รัฐบาลทหารของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เข้าร่วมกับญี่ปุ่นสู้กับฝ่ายพันธมิตร โดยเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มาสิ้นสุดใน พ.ศ. 2488 แต่ดูเหมือนว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะร่วมในสงครามนี้เพียงระยะสั้นๆ

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ เล่าว่า ตำแหน่งจ่ากองร้อยคือการทำหน้าที่ในส่วนของพลาธิการ คือจัดทำบัญชีและเบิกจ่ายสิ่งของที่จะใช้ในราชการทัพ จำพวกอาวุธยุทธภัณฑ์ เสื้อผ้า หยูกยาและวัสดุอุปกรณ์ทางทหารต่างๆ ท่านเองนั้นสังกัดอยู่กับกองทัพภาคที่ 3 ที่คุมกำลังทหารทางภาคเหนือ เพราะขณะนั้นท่านไปทำงานเป็นผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์อยู่ที่ลำปาง ทั้งนี้ ท่านเองก็เพิ่งแต่งงาน บุตรชายและบุตรสาวของท่านก็เกิดที่ลำปาง ดังนั้น เมื่อถูกเกณฑ์ไปออกศึก ท่านจึงเปรยเสมอๆ ว่า เหมือนชีวิตของขุนแผนในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนอย่างไรอย่างนั้น

ในสงครามอินโดจีน กองทัพภาคที่ 3 ได้รับมอบหมายให้ไปยึดดินแดนจังหวัดฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เช่น เมืองเชียงของ และเชียงขวาง รวมทั้งหลวงพระบาง ที่ฝรั่งเศสใช้อำนาจบาตรใหญ่มายึดเอาไปในสมัยรัชกาลที่ 5 กองพันที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์สังกัดนำทัพโดยพันตรีหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ที่คงจะมีชื่อเสียงเอาการ เพราะมีคนแต่งเพลงล้อถึงภารกิจของกองพันนี้ไว้อย่างเอิกเกริก ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จำได้อย่างแม่นยำอยู่ท่อนหนึ่งว่า “กองทัพพายัพทิศ เสรีเริงฤทธิ์ผู้เกรียงไกรจะไปรบปัจจามิตร แต่ยังเป็นซิฟิลิสไปไม่ได้...”

เมื่อคึกฤทธิ์เป็นทหาร

 

คนรุ่นใหม่ที่มีอายุสัก 30 ปีลงมาอาจจะไม่คุ้นกับโรคซิฟิลิส ซึ่งเป็นกามโรคหรือทางการสืบพันธุ์โรคหนึ่ง เพราะเดี๋ยวนี้มีโรคเอดส์ซึ่งร้ายแรงกว่ามาแทนที่ และยิ่งพูดถึงหนองในหรือโกโนเรียก็คงจะยิ่งไม่มีใครทราบใหญ่ เพราะในยุคนี้การรักษาความสะอาดและการดูแลรักษาสมัยใหม่ได้ทำลายโรคนี้ออกจากสาระบบของโรคทางการสืบพันธุ์ไปแล้ว

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ เล่าว่า ในฐานะจ่ากองร้อย ท่านมีหน้าที่ต้องควบคุมแจกถุงยางอนามัย ซึ่งเพิ่งเริ่มมีใช้เป็นครั้งแรก โดยมีทหารเสนารักษ์เป็นผู้แนะนำวิธีการใช้จะละเอียดลออหรือเข้าอกเข้าใจกันหรือไม่เพียงใดก็ไม่ทราบ เพราะยังมีทหารที่ป่วยเป็นทั้งหนองในและหงอนไก่ (ชื่อเรียกภาษาไทยของซิฟิลิสจากลักษณะการทำลายอวัยวะให้มีรูปร่างดังกล่าว) ต้องส่งมารับการรักษาที่ค่ายทหารอยู่จำนวนมาก ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จึงไปหาข้อมูลถามไถ่กับทหารเหล่านั้น

อนึ่งต้องทราบก่อนว่าทหารเหล่านี้ส่วนมากเป็นชาวไร่ชาวนาทางภาคเหนือ การศึกษาก็มีน้อย และยิ่งเสนารักษ์คนบรรยายมาจากส่วนกลางแล้วก็ยากที่จะใช้ภาษา “คำเมือง” ให้เป็นที่เข้าใจแก่ทหารเหล่านี้ได้ เผอิญท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ท่านมาอยู่ทางเหนือได้ 23 ปีแล้วก่อนถูกเกณฑ์มาทัพ จึงสามารถพูดคุยกับทหารลูกข้าวนึ่งทั้งหลายได้เป็นอย่างดี

จากการพูดคุยกับทหารเหล่านั้น พบความจริงว่าหลายคนแอบเด็ดตอนปลายของถุงยางทิ้ง เป็นเหตุให้ป้องกันการสัมผัสไม่ได้ ครั้นถามถึงเหตุว่าทำไมต้องเด็ดปลายถุงยางออก ทุกคนตอบเป็นคำเดียวกันว่า “ถ้าบ่เด็ด มันบ่เน็ด” แปลเป็นไทยว่า “ถ้าไม่เด็ด ก็ไม่มัน” (ฮา)

อีกเรื่องหนึ่งคือการกระทำในเชิงชู้สาวหรืออนาจารที่คนทางเหนือเรียกว่า “ผิดผี” เนื่องจากมีทหารบางส่วนมาจากทางใต้ (ที่คนภาคเหนือหมายถึงคนจากกรุงเทพฯ หรือภาคกลาง) จึงต้องมีการแนะนำไม่ให้ทหารเหล่านี้ทำผิดประเพณีดังกล่าว พร้อมนี้ก็ได้ชี้แจงแก่ชาวบ้านตามหมู่บ้านต่างๆ ที่กองทัพต้องผ่านไปให้ระมัดระวังลูกเมียของแต่ละครอบครัวด้วย (ฟังดูเหมือนทหารไทยหื่นมากๆ อย่างไรก็ไม่รู้) แต่กระนั้นก็ไม่วายที่จะเกิดเรื่อง เพราะอีกไม่กี่เดือนก็มีชาวบ้านร้องเรียนว่าผู้หญิงในหลายๆ หมู่บ้านเกิดตั้งครรภ์ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็สงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร

พ่อแม่ในครอบครัวเหล่านั้นเล่าเป็นเรื่องราวเหมือนๆ กันว่า ตามธรรมเนียมของชาวบ้านใครมาถึงเรือนชานก็ต้องต้อนรับด้วยมิตรไมตรี เห็นทหารหนุ่มๆ ผ่านมาก็เชิญขึ้นบ้าน หาข้าวหาน้ำมาให้กิน รวมทั้งเหล้ายาและเมี่ยง (ใบชาหมักใช้เคี้ยวกินบำรุงกำลังหรือแก้ง่วง) ทางภาคเหนือนั้นเวลากลางคืนอากาศค่อนข้างหนาว จึงให้ผ้าห่มคลุมคุยกัน (หมายถึงทหารกับลูกสาว) ไม่ทราบอะไรเกิดขึ้น เพราะคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ก็นอนดูอยู่ไม่ไกล (นึกภาพว่าบ้านคนไทยจะเป็นห้องโล่งๆ กินและนอนอยู่ใกล้ๆ กัน แต่เนื่องจากไม่มีไฟฟ้า แสงตะเกียงรุบรู่ก็คงไม่สว่างนัก)

“ผีคนใต้เปิ้นฮ้ายแต๊ๆ” แปลเป็นไทยว่า “ผีของทหารจากภาคกลางนี้แรงจริงๆ” ขนาดเอาผ้าคลุมและจ้องดูไว้ตลอดเวลา ก็ยังแอบเข้าไปทำให้สาวๆ ท้องได้

อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ชอบเล่าในสงครามอินโดจีนนี้ก็คือ ขนบธรรมเนียมแปลกๆ ที่ท่านได้ไปพบไปเห็น อย่างพิธีกรรม “ทางการทูต” ของคนป่าเผ่าหนึ่ง

ครั้งหนึ่งที่บ้านห้วยทราย ฝั่งประเทศลาว (ตรงข้าม อ.เชียงแสน จ.เชียงราย) เมื่อกองทัพไทยยึดเป็นฐานที่มั่นได้แล้ว ก็ให้ทหารไปแจ้งแก่ชาวเมืองทั้งหลายว่าให้หลวงบ้านแก่บ้าน (ทางเหนือและคนลาวจะหมายถึงผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำชุมชน) มารายงานตัวต่อกองทัพไทย (ดูคล้ายๆ กับที่ คสช.เรียกคนในระบอบทักษิณมารายงานตัวนั่นกระมัง) ในจำนวนนั้นก็มีตาแก่คนหนึ่งนุ่งใบไม้ ทาหน้าด้วยฝุ่นผงสีต่างๆ จนดูมอมแมม ในมือข้างหนึ่งถือกิ่งไม้ลักษณะคล้ายๆ ไม้พลองของลูกเสือ ประดับด้วยขนนกและดอกไม้บางอย่าง ตรงปลายมีพริกสีแดงกระจุกหนึ่งมัดไว้กับถ่านไม้ดำๆ ก้อนหนึ่ง มายืนรายงานตัวอย่างสง่างาม

ท่านทูตมอมแมมคนนั้นพูดภาษาพื้นเมืองที่ต้องมีล่ามช่วยแปลความ ได้ความว่าขอต้อนรับกับการมาของกองทัพไทยด้วยความยินดี ซึ่งเรื่องนี้ชาวเรา (เผ่าของเรา) นี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งใหญ่ และเร่งด่วนมาก ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จึงถามล่ามว่าที่ตาแก่คนนี้แกพูดมานี้ที่ว่า สำคัญยิ่งใหญ่ และเร่งด่วนมากนั้นมันคืออย่างไร ล่ามก็ถามตาแก่ตาแก่ก็บอกว่า ขนนกกับดอกไม้คือความสำคัญและยิ่งใหญ่ส่วนพริกกับก้อนถ่านนี้คือความเร่งด่วนและเผ็ดร้อน (ฮา)

การดำเนินการของทหารไทยเมื่อบ่ายวันที่ 22 ที่ผ่านมาก็น่ารักมาก จากที่คนชอบแซวท่าน ผบ.ทบ.ว่า เป็นนายพลแก้มตุ่ยหน่อมแน้มก็คงได้เห็นฝีมือแล้วว่า “เกินคาดหมาย”

แต่จะได้อะไร “ตามที่คาด” หรือไม่ ต้องคอยดู!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท