
งานหิน"ประยุทธ์"ภารกิจร้อนหลังรัฐประหาร
สุดท้ายความขัดแย้งทางการเมืองไทยก็ไม่อาจก้าวพ้น “รัฐประหาร” เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ตัดสินใจ “ล้มกระดาน”
โดย...ทีมข่าวการเมือง
สุดท้ายความขัดแย้งทางการเมืองไทยก็ไม่อาจก้าวพ้น “รัฐประหาร” เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ตัดสินใจ “ล้มกระดาน” สลายความขัดแย้งเฉพาะหน้าทางการเมืองที่เดินมาจนถึงทางตันและไม่มีวี่แววว่าเดินหน้าต่อไปอย่างไร
แม้ที่ผ่านมาจะมีหลายฝ่ายพยายามดำเนินการหาทางออกให้กับประเทศ แต่ด้วยความขัดแย้งฝังรากลึกแต่ละฝักฝ่ายต่างยืนยันในจุดยืนของตัวเอง ไม่สามารถหาทางออกที่ยอมรับด้วยกันทุกฝ่ายได้
ล่าสุดกับความพยายามของ “วุฒิสภา” ที่ก้าวออกมาเป็นคนกลางฝ่าทางตันให้ประเทศในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติที่ยังปฏิบัติหน้าที่ แต่สุดท้ายด้วยความไม่ชัดเจนเรื่องประเด็นข้อกฎหมายทำให้ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รักษาการประธานวุฒิสภา ไม่อาจเร่งรัดกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หรือหาวิธีการทางออกรูปแบบอื่น
ก่อนจะเป็นเหตุให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาหยั่งกระแส ประกาศ “กฎอัยการศึก” เพิ่มอำนาจให้กองทัพเข้ามาคลี่คลายความขัดแย้ง ป้องกันความรุนแรงที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้น
แม้ “ยาแรง” ที่งัดมาใช้รอบนี้จะสามารถสกัดรุนแรงเบื้องต้นตามประกาศที่ออกมาตีกรอบการชุมนุมทั้งฝั่ง นปช. และ กปปส. ให้อยู่ในที่ตั้งป้องกันการเผชิญหน้าของมวลชน สอดรับการตรวจค้นยึดอาวุธสงครามในหลายจุด
แต่ทว่าปมปัญหาที่แท้จริงยังไม่อาจคลี่คลายได้ เมื่อคู่ขัดแย้ง 7 ฝ่าย ทั้งรัฐบาล วุฒิสภา พรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กปปส. นปช. ยังไม่อาจหาข้อสรุปร่วมกันได้ แม้จะปล่อยให้แต่ละฝ่ายกลับไปทำการบ้าน 5 ข้อ พร้อมกับมาร่วมหาทางออกกันต่อเป็นวันที่สอง
แต่โจทย์ทั้ง 5 ข้อไม่ว่าจะเป็น 1.ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งก่อน 2.การทำประชามติว่าจะเลือกตั้งก่อนหรือปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง 3.การตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลางโดยยึดกฎหมาย 4.การตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลโดยวุฒิสภา และ 5.ให้ กปปส.และ นปช.ยุติการชุมนุมปล่อยมวลชนกลับบ้าน แล้วมาพูดคุยหาทางออกกันในเมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องว่าต้องการทำให้ชาติสงบ ก็ไม่อาจหาคำตอบร่วมกันได้
มาจนถึงฟางเส้นสุดท้ายกับเงื่อนไข 3 ข้อของกองทัพ ซึ่งยื่นผ่านไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้ง 1.ให้ ครม.ลาออกทั้งคณะ 2.ให้ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลกลางจากทุกพรรคการเมือง 3.ให้คนเสื้อแดงยุติการชุมนุมทันที จากนั้นให้ กปปส.ยุติการชุมนุมด้วยเช่นกัน แต่ทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ปฏิเสธทุกข้อเสนอ และสั่งให้พรรคเพื่อไทยต่อสู้ตามกรอบกฎหมายจนถึงที่สุด
การปิดประตูทางออกครั้งนี้ประกอบกับท่าทีของ 7 ฝ่ายที่เรียกมาหารือซึ่งไม่อาจหาข้อสรุปได้นั้น ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ยุติความขัดแย้งรอบนี้ด้วยการปฏิวัติ ท่ามกลางเสียงปรามาสว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงไม่กล้า “ปฏิวัติ” ที่จะต้องดึงเอาทุกปัญหา ทุกความรับผิดชอบมาแบกไว้ที่ตัวเอง ในเมื่ออายุราชการเหลืออยู่เพียงอีกแค่ไม่กี่เดือนก็จะเกษียณ
ที่สำคัญบทเรียนจากการปฏิวัติเมื่อครั้ง 19 ก.ย. 2549 ยังเป็นบทเรียนให้เห็นว่าการปฏิวัติแม้จะคลี่คลายความขัดแย้งเฉพาะหน้าได้แต่กลับสร้างปัญหาซ้ำเติมในระยะยาวจนถึงปัจจุบัน
ดังนั้น ภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ นับจากวันนี้เป็นต้นไป จึงถือเป็น “งานหิน” ที่จะต้องสะสางทุกปัญหาความขัดแย้งให้หมดไปแบบถาวร และเดินหน้าต่อไปตามกลไกในระบบปกติ ไม่ให้ย้อนกลับมาเป็นปัญหาต่อไปในวันข้างหน้า
ทั้งประเด็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างสีเสื้อไม่ว่าจะเป็นฝ่าย กปปส. นปช. เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ที่จะไม่สร้างปัญหาให้ปะทุกลับมาเป็นเชื้อความขัดแย้งในวันข้างหน้า และทำให้สังคมก้าวไม่พ้นวังวนเดิมๆ
มาจนถึงโจทย์สำคัญอย่างเรื่อง “ปฏิรูป” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องปฏิรูปในหลายด้าน เพื่อทำให้กลไกระบบการเมือง การปกครอง กฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม ข้าราชการ กลับมาเป็นที่ยอมรับของทุกฝักฝ่าย แก้ไขปัญหาสองมาตรฐาน เลือกปฏิบัติ ไม่ให้เป็น “เงื่อนไข” นำมาสู่ความขัดแย้งในรอบใหม่
ทว่า ลำพังแค่เรื่องการปฏิรูปก็เป็นประเด็นใหญ่ที่จะต้องใช้เวลานานในการดำเนินการ แม้จะมีบางประเด็นที่สามารถปฏิบัติได้ทันที แต่บางประเด็นมีขั้นตอนกระบวนการตามกฎหมายที่ต้องเข้าไปแก้ไข ยังไม่รวมกับเนื้อหาการแก้ไขที่มีอยู่หลายเรื่อง หลายประเด็นเชื่อมโยงกันซึ่งจะต้องไล่เรียงแก้ไขอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และในหลายประเด็นยังมีความเห็นที่แตกต่างกันในสังคม จำเป็นต้องใช้เวลานานกว่าจะตกผลึกเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
รวมทั้งประเด็นการ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปและคงต้องใช้เวลานานกว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จเพราะล้วนแต่เต็มไปด้วยข้อถกเถียงที่ยากจะหาข้อสรุป ตามมาด้วยประเด็นการ “เลือกตั้ง” ที่จะต้องออกแบบสกัดการซื้อเสียง ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้ง ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร
ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และถือเป็นบททดสอบสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องดำเนินการฝ่าแรงเสียดทานจากฝ่ายที่ไม่ยอมรับการรัฐประหาร ที่จะทำให้การทำงานยากลำบากขึ้น







