posttoday
อัยการกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (1)

อัยการกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (1)

23 พฤษภาคม 2557

เมื่อต้นเดือน พ.ค. 2557 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ไปขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาหลายคน รวมทั้ง สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ด้วย และปรากฏต่อมาว่า สมบัติ ถูกจับตัวได้เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2557

เมื่อต้นเดือน พ.ค. 2557 พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ไปขอให้ศาลออกหมายจับผู้ต้องหาหลายคน รวมทั้ง สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ด้วย และปรากฏต่อมาว่า สมบัติ ถูกจับตัวได้เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2557

ข่าวในหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 17 พ.ค. 2557 ระบุว่า เมื่อจับ สมบัติ ได้แล้ว ต่อมาในวันดังกล่าวนั้นเองพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสยบไพรีของ บช.ปส.พร้อมอาวุธครบมือ ได้ควบคุมตัว สมบัติ ซึ่งถูกจับตามหมายของศาลอาญาในข้อหา “ร่วมกันก่อกบฏและข้อหาอื่นๆ รวม 8 ข้อหา” ไปยื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลอาญาเป็นครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ระหว่างวันที่ 1627 พ.ค. 2557 เนื่องจากต้องรอผลการตรวจสอบพิมพ์ลายนิ้วมือของผู้ต้องหาและอื่นๆ

ข่าวยังรายงานต่อไปถึงคำสั่งศาลว่า

“ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลมีคำสั่งออกหมายจับผู้ต้องหาโดยระบุในหมายว่า ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจควบคุมผู้ถูกจับได้เพียงเท่าที่จำเป็นในการนำตัวส่งฟ้องต่อศาลเท่านั้น เจ้าพนักงานจึงมีหน้าที่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่พนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการนำตัวมาฟ้องต่อศาลเท่านั้น พนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบสวนต่อหรือสอบสวนเพิ่มเติมไม่ได้ จึงไม่มีเหตุที่จะขอฝากขังผู้ต้องหา ให้ยกคำร้อง”

จากนั้นข่าวรายงานต่อไปอีกว่า

“ต่อมาพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ ยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และอื่นๆ รวม 8 ข้อหา โดยศาลรับไว้ โดยนัดสอบคำให้การในวันที่ 7 ก.ค.นี้ เวลา 13.30 น.”

และรายงานต่อไปอีกว่า

“ต่อมาเวลา 17.30 น. ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัว สมบัติ ชั่วคราวระหว่างการพิจารณา”

ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการยุติธรรมของเราดังต่อไปนี้ คือ

(1) กรณีน่าเชื่อว่าคดีเกี่ยวกับ สมบัติ และพวกอีกหลายคนนั้น พนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังไม่ได้รวบรวมพยานหลักฐานในคดีอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์ก่อนส่งสำนวนไปให้พนักงานอัยการและในการขอให้ออกหมายจับในข้อหาดังกล่าว เพราะมิฉะนั้นแล้วเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอาญาที่ได้ออกหมายจับไว้ให้ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพียงแต่แจ้งข้อหาให้ สมบัติ ทราบและสอบปากคำ สมบัติ เพื่อให้ถูกต้องตาม “หลักฟังความทุกฝ่าย” ที่ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 แล้วส่งคำให้การของ สมบัติ ไปให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้อง สมบัติ ต่อศาลต่อไปเท่านั้น กรณีก็จะไม่เกิดปัญหาใดๆ เลย

(2) กรณีน่าเชื่อว่าการที่พนักงานอัยการออกคำสั่งในคดี สมบัติ กับพวกในครั้งนี้นั้น เป็นการออกคำสั่งว่า “ควรสั่งฟ้อง” ผู้ต้องหาทุกคนตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2547 ข้อ 57 เท่านั้น กล่าวคือ เป็นการออกคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 วรรคสี่ ที่ว่า

“ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าควรสั่งฟ้อง ก็ให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหามา ถ้าผู้ต้องหาอยู่ต่างประเทศให้พนักงานอัยการจัดการเพื่อขอให้ส่งตัวข้ามแดนมา”

(3) หากความเข้าใจของผู้เขียนดังกล่าวมาในข้อ (2) ถูกต้อง กรณีย่อมแสดงต่อไปว่า คดีนี้เป็นคดีที่การสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จสิ้นสมบูรณ์ เพราะกรณีการออกคำสั่งตามข้อ (2) หรือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 วรรคสี่นั้น เป็นการออกคำสั่งในกรณีผู้ต้องหาหลบหนี แต่ในความเป็นจริงของเรื่องนี้ผู้ต้องหามิได้หลบหนีแต่ประการใด เพียงแต่พนักงานสอบสวนยังไม่มีความสามารถดำเนินการใดๆ ในทางความเป็นจริงกับการได้ตัวผู้ต้องหาเท่านั้น ซึ่งแสดงถึงความอ่อนแอของอำนาจรัฐต่างหาก เมื่อกรณีเป็นเรื่องความอ่อนแอของอำนาจรัฐเช่นนี้แล้ว พนักงานอัยการรับสำนวนการสอบสวนคดีนี้ไว้พิจารณาได้อย่างไร เพราะการสอบสวนมีเนื้อหา 2 ประการ คือ การรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งในคดีนี้การรวบรวมพยานหลักฐานก็ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ และการใช้มาตรการบังคับ ซึ่งในคดีนี้ก็ยังไม่ได้กระทำ การกระทำของพนักงานอัยการมิผิดหลักกฎหมายหรอกหรือ พนักงานอัยการชอบที่จะสั่งไม่รับสำนวนคดีนี้หรือสั่งให้คืนสำนวนไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 วรรคสาม ที่บัญญัติว่า “ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าควรสอบสวนต่อไป ก็ให้สั่งให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติเช่นนั้น” มากกว่า

ดังนั้น กรณีที่เกิดขึ้นกับ สมบัติ นี้ผู้เขียนจึงเห็นว่าเป็นกรณีที่ได้สร้างความสับสนให้กับวงการกฎหมายและวงการวิชาการเป็นอย่างมาก รวมทั้งได้สร้างความสับสนต่อผู้เขียนเป็นอย่างมากด้วย เพราะหากพนักงานอัยการไม่รับสำนวนการสอบสวนที่ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว การขอให้ศาลอาญาออกหมายขัง สมบัติ ของพนักงานสอบสวนระหว่างการพิจารณาก็ย่อมจะไม่เกิดขึ้น

เมื่อเช่นนี้ผู้เขียนจึงเห็นสมควรจะได้กล่าวถึง “การสั่งให้สอบสวนต่อไป” ในทางวิชาการเพื่อจักได้มีความเข้าใจกันในวงการนิติศาสตร์กันบ้างตามสมควร

นอกจากนี้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการสั่งคดีของพนักงานอัยการในวงการนิติศาสตร์ของเรานั้น มีความเข้าใจกันดีเพียงเรื่อง “การสั่งงดการสอบสวน” “การสั่งสอบสวนเพิ่มเติม” “การสั่งฟ้อง” และ “การสั่งไม่ฟ้อง” เท่านั้น ซึ่งแท้จริงแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 วรรคสาม ยังมีเรื่อง “การสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนต่อไป” อีกอย่างหนึ่งด้วย

ในระหว่างที่ผู้เขียนรับราชการอยู่ที่กองคดี กอง 1 นั้น วันหนึ่งผู้เขียนได้รับการจ่ายสำนวนคดีสำนวนคดีหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับความผิดฐานออกเช็คโดยไม่มีการใช้เงินตามเช็ค ซึ่งเกี่ยวกับสำนวนคดีนี้ผู้ต้องหายังหลบหนีอยู่

ข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนเรื่องนี้มีเพียงว่าผู้ต้องหาได้ออกเช็คและธนาคารได้ปฏิเสธการใช้เงินตามเช็คเท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามูลหนี้ในการจ่ายเช็คนั้นเป็นมูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะหากการออกเช็คเกิดจากมูลหนี้ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว การกระทำของผู้ต้องหาก็ไม่เป็นความผิดในฐานดังกล่าว

เมื่อข้อเท็จจริงมีอยู่เพียงเท่าที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าการสอบสวนคดีนี้ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ที่จะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง ผู้เขียนจึงได้ทำความเห็นเสนอผู้บังคับบัญชาชั้นต้นไปว่า

“ควรคืนสำนวนคดีไปให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนต่อไป”

ซึ่งผู้บังคับบัญชาชั้นต้นเห็นพ้องด้วยกับความเห็นของผู้เขียน


ในการสั่งคดีของพนักงานอัยการในขณะนั้น ถ้าเป็นการ “สั่งให้งดการสอบสวน” และ “สั่งฟ้อง” กรณีเป็นอำนาจของหัวหน้ากอง แต่ถ้าสั่งอย่างอื่นต้องเสนอต่อ “อัยการพิเศษฝ่ายคดี” (ปัจจุบันเรียกว่า “อธิบดีอัยการฝ่ายคดี”) เพื่อพิจารณาต่อไป

เมื่อสำนวนคดีดังกล่าวนี้ขึ้นไปถึงอัยการพิเศษฝ่ายคดี ปรากฏว่าอัยการพิเศษฝ่ายคดีส่งกลับคืนมายังกอง 1 โดยสั่งว่า

“ให้พิจารณาว่าพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏในสำนวนพอที่จะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องอย่างไรหรือไม่”

สำนวนคดีดังกล่าวจึงตกมาที่ผู้เขียนอีกครั้งและผู้เขียนได้เสนอความเห็นต่อหัวหน้ากองว่า

“พยานหลักฐานเท่าที่มีไม่พอฟังว่าผู้ต้องหากระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา”

ซึ่งหัวหน้ากองและอัยการพิเศษฝ่ายคดีเห็นพ้องด้วย และอัยการพิเศษฝ่ายคดีได้มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาแล้วเสนอสำนวนไปยังอธิบดีกรมตำรวจต่อไป

ผลปรากฏว่าอธิบดีกรมตำรวจได้แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ กรณีจึงขึ้นไปสู่อธิบดีกรมอัยการตามนัยมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และอธิบดีกรมอัยการได้ชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหาในคดีนี้ หลังจากนั้นไม่นานหัวหน้ากองได้จ่ายสำนวนทำนองเดียวกันให้ผู้เขียนตรวจพิจารณาอีกสำนวนหนึ่ง ในสำนวนหลังนี้ผู้เขียนจึงได้เสนอความเห็นต่อหัวหน้ากองว่า

“ควรสั่งฟ้อง แต่ผู้ต้องหาหลบหนีให้พนักงานสอบสวนออกหมายจับมาเพื่อฟ้องภายในอายุความต่อไป”

ผลปรากฏว่าหัวหน้ากองได้เรียกผู้เขียนไปพบและกล่าวว่า

“เมื่อเร็วๆ นี้คุณไม่ได้เสนอความเห็นอย่างนี้ไม่ใช่หรือ ทำไมจึงเปลี่ยนแปลงความเห็นเร็วอย่างนั้น เอากลับไปทำความเห็นเสนอเข้ามาใหม่”

ถึงตอนนี้ผู้เขียนใคร่ขอกล่าวว่า พนักงานอัยการเราเมื่อเดิมนั้น มีจิตใจที่กว้างขวางมาก เราเคารพในความเห็นของกันและกันอย่างมากเสมอ และแน่นอนบรรยากาศเช่นนี้คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนตัดสินใจอยู่กับองค์กรแห่งนี้จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ