
กสทช.แจกคูปองทีวีดิจิทัล 2 หมื่นล้านได้ไม่คุ้มเสีย
ต่อประเด็นที่ กสทช.มีแนวคิดที่จะดำเนินการแจกคูปองแก่ทุกครัวเรือนเพื่อให้ไปซื้ออุปกรณ์สำหรับรับชมทีวีดิจิทัล โดยคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาทนั้น ผมเห็นว่าแนวคิดการแจกคูปองสำหรับซื้ออุปกรณ์รับสัญญาณโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลให้แก่ทุกครัวเรือนของ กสทช.นั้น ทำให้เกิดคำถามหลายประเด็น ขณะเดียวกันก็มีแนวทางการปฏิบัติของหลายประเทศที่น่าจะมีประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
ต่อประเด็นที่ กสทช.มีแนวคิดที่จะดำเนินการแจกคูปองแก่ทุกครัวเรือนเพื่อให้ไปซื้ออุปกรณ์สำหรับรับชมทีวีดิจิทัล โดยคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาทนั้น ผมเห็นว่าแนวคิดการแจกคูปองสำหรับซื้ออุปกรณ์รับสัญญาณโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลให้แก่ทุกครัวเรือนของ กสทช.นั้น ทำให้เกิดคำถามหลายประเด็น ขณะเดียวกันก็มีแนวทางการปฏิบัติของหลายประเทศที่น่าจะมีประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
การประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลเมื่อเดือน ธ.ค. 2556 ที่ผ่านมา ทำให้ กสทช.มีรายได้จากการประมูลมากถึง 5.1 หมื่นล้านบาท จากที่คาดว่าจะมีรายได้อย่างน้อย 1.5 หมื่นล้านบาท ด้วยรายได้ที่มากเกินคาด กสทช.จึงปรับเพิ่มราคาคูปองสำหรับซื้ออุปกรณ์รับสัญญาณโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล จากเดิมที่จะให้แลกได้เฉพาะกล่องรับสัญญาณ (settop box) มูลค่า 690 บาทต่อใบ มาเป็นคูปองสำหรับกล่องรับสัญญาณพร้อมสายอากาศ
และส่วนลดสำหรับซื้อเครื่องรับโทรทัศน์ระบบดิจิทัล เป็นประมาณ 1,200 บาทต่อใบ ซึ่งการเพิ่มมูลค่าของคูปองอาจทำให้มีต้นทุนสูงประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท
ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า แม้ว่า กสทช.มีหน้าที่ในการทำให้ประชาชนเข้าถึงการแพร่ภาพกระจายเสียง โดยเฉพาะบริการใหม่ๆ อย่างโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล แต่แนวคิดของ กสทช.ทำให้เกิดคำถามใน 4 ประเด็น กล่าวคือ
ประเด็นแรก ควรแจกคูปองให้กับทุกครัวเรือนหรือไม่ โดย ดร.สมเกียรติ เห็นว่า การแจกให้กับทุกครัวเรือนจะใช้เงินค่อนข้างมาก เนื่องจากมีครัวเรือนตามสำมะโนประชากรถึง 22 ล้านครัวเรือน ทั้งที่บางครัวเรือนอาจไม่ต้องการคูปอง เพราะสามารถรับชมโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลด้วยวิธีอื่น เช่น รับชมผ่านโทรทัศน์ดาวเทียมหรือเคเบิลทีวีได้อยู่แล้ว
ประเด็นที่สอง ควรแจกคูปองสำหรับการซื้อกล่องเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมหรือไม่ หาก กสทช.แจกคูปองในส่วนนี้ ดร.สมเกียรติ ชี้ว่า ปัญหาที่จะตามมาก็คือ ในอนาคตเมื่อโทรทัศน์ชุมชนในระบบดิจิทัลเริ่มให้บริการ จะมีปัญหาว่าไม่สามารถรับชมช่องเหล่านี้ได้ เพราะในขณะนี้ยังไม่มีกฎว่าทีวีดาวเทียมต้องถ่ายทอดช่องบริการชุมชน
ประเด็นที่สาม มูลค่าของคูปองสูงเกินไปหรือไม่ ในประเด็นนี้ ดร.สมเกียรติ ชี้ว่า ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา พบว่าเมื่อกำหนดมูลค่าของคูปองไว้สูง ราคากล่องรับสัญญาณก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย โดยมีการศึกษาพบว่าร้านค้าที่รับคูปองจะขายอุปกรณ์ในราคาสูงกว่าร้านค้าที่ไม่รับคูปองมาก ทั้งที่เป็นรุ่นคล้ายๆ กัน ซึ่งหมายความว่าการแจกคูปองทำให้ราคาของอุปกรณ์สูงกว่าความเป็นจริง ทำให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์คือผู้ผลิตอุปกรณ์และร้านค้า ไม่ใช่ประชาชนที่ได้รับคูปอง
ประเด็นที่สี่ การกำหนดมูลค่าของคูปองคงที่ตลอด 4 ปีนั้นเหมาะสมหรือไม่ ในกรณีของอังกฤษ ราคาของกล่องรับสัญญาณจะลดลงครึ่งหนึ่ง เมื่อการผลิตเพิ่มขึ้น 2 เท่า ดังนั้นการกำหนดมูลค่าของคูปองตายตัว ในขณะที่กล่องรับสัญญาณมีราคาลดลง จึงเท่ากับเป็นการใช้เงินมากกว่าที่ควรจะเป็น
วิธีการที่ กสทช.น่าจะนำมาพิจารณา คือ การดูตัวอย่างกรณีการบริหารจัดการของต่างประเทศ ในกรณีของสหรัฐอเมริกาที่ให้คูปองกับครัวเรือนที่ยื่นขอรับสิทธิเท่านั้น
ขณะที่อังกฤษอุดหนุนค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งให้กับเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและผู้ที่ตกงาน
เช่นเดียวกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ขณะที่ออสเตรเลียอุดหนุนค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งให้กับเฉพาะผู้สูงอายุที่รับบำนาญ ผู้พิการ และทหารผ่านศึก
นอกจากนี้ ยังพบว่าประเทศส่วนใหญ่ให้การอุดหนุนเฉพาะทีวีภาคพื้นดิน ไม่ได้อุดหนุนเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม โดยหากจะมีการแจกคูปองสำหรับกล่องรับเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม ก็มักจะแจกเฉพาะในกรณีของพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สามารถรับสัญญาณทีวีภาคพื้นดินได้เท่านั้น
จึงอยากเสนอแนะว่า กสทช.ควรให้คูปองเฉพาะแก่ครัวเรือนที่ติดต่อขอรับเท่านั้น แทนการให้คูปองแก่ทุกครัวเรือน และควรให้คูปองเฉพาะกล่องรับสัญญาณสำหรับทีวีภาคพื้นดิน ไม่ควรให้คูปองสำหรับเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม
ขณะเดียวกัน ก็ต้องกำหนดมูลค่าของคูปองให้เหมาะสม และควรศึกษาว่ามูลค่าของคูปองที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไร
การดำเนินการตามแนวทางข้างต้นจะช่วยให้ กสทช.ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก โดยที่ยังสามารถส่งเสริมความแพร่หลายของโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลได้ไม่แตกต่างจากวิธีการที่ กสทช.คิดจะดำเนินการ







