
อุ้มเอสเอ็มอีไม่จ่ายยาหนักรักษาไม่หาย
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับการถดถอยจากวิกฤตการเมืองไทย ส่งผลให้ภาคธุรกิจย่ำแย่ไปตามๆ กัน
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับการถดถอยจากวิกฤตการเมืองไทย ส่งผลให้ภาคธุรกิจย่ำแย่ไปตามๆ กัน ดูเหมือนรอบนี้จะหนักมากเพราะลากยาวมา 3 ปีแล้ว แต่เศรษฐกิจจะแย่เท่าเทียมปี 2540 ที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งทำให้หนี้ท่วมประเทศ ธนาคารล้ม แรงงานตกงานเป็นเบือหรือไม่
พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ยืนยันว่า วิกฤตรอบนี้ยังไม่รุนแรงเท่าปี 2540 เพราะช่วงนั้นมีปัญหา 2 อย่าง คือ เอกชนที่มีหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศ กลายเป็นมีหนี้ท่วมอีกเท่าตัว และหลักประกัน ราคาสินทรัพย์ทั้งหลายลดมูลค่าลงไปหมดทั้งประเทศ เอกชนรายใหญ่เกิดปัญหาล้มละลาย แล้วจึงค่อยๆ ส่งผลมายังเอสเอ็มอีที่เป็นผู้ส่งชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบการผลิตให้ทยอยล้มตามไปด้วย และช่วงนั้นสถาบันการเงินก็อ่อนแอ
แต่ปัญหาในขณะนี้ไม่ได้เกิดกับลูกค้ารายใหญ่ แต่ไปเกิดกับธุรกิจรายกลางและรายย่อยที่ค้าขายไม่คล่อง เพราะการชุมนุมทางการเมืองทำให้ผู้บริโภคไม่มั่นใจ ลดการบริโภคลงมาก และที่สำคัญเวลาของวิกฤตมันเกิดนานกว่าและยังไม่เห็นว่าจะจบได้เมื่อไร ทำให้ภาระไปตกอยู่ที่เอสเอ็มอีมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ดังนั้นหากจะช่วยธุรกิจที่เดือดร้อนต้องเน้นที่เอสเอ็มอีเป็นหลัก
สำหรับปัญหาของเอสเอ็มอีนั้น ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า หากการเมืองลากยาวเกินปีนี้จะเห็นเอสเอ็มอีทยอยปิดกิจการราวกับใบไม้ร่วง ธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 2 ล้านราย และมีเอสเอ็มอีปิดกิจการไปแล้วกว่า 1 แสนราย ยังคงเป็นเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และที่เน้นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ กำลังการผลิตลดลงมาก และในปลายปีมีแนวโน้มจะเลิกจ้างแรงงานหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น
ความลำบากของผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีเกิดมาตั้งแต่แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ชุมนุมปิดแยกราชประสงค์ บางรายยังไม่ฟื้นตัวดี เมื่อมาเจอวิกฤตการเมืองรอบนี้อีกครั้งพานจะกู่ไม่กลับเอาดื้อๆ
ทาง ส.อ.ท.พยายามเป็นคนกลางที่จะประสานงานช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกับหน่วยงานภาครัฐ แต่ก็ยังไม่มีอะไรออกมาเป็นรูปธรรมที่จะช่วยเอสเอ็มอีได้ มีเพียงการช่วยเหลือของธนาคารเจ้าหนี้ที่ช่วยลูกค้าของตัวเองไม่ให้ล้ม
สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจลดลงทุกตัว แต่เอสเอ็มอีเป็นกลุ่มที่กระทบเป็นกลุ่มแรกเพราะปัญหาขาดสภาพคล่อง เนื่องจากสถาบันการเงินไม่ปล่อยสินเชื่อ
ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ เอสเอ็มอีที่มีสายป่านสั้นจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางการเมือง ขณะที่ภาคสถาบันการเงินก็ชะลอการปล่อยสินเชื่อ แต่สินเชื่อบัตรเครดิตปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ภาระหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ และส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อการใช้จ่ายของประชาชนที่ลดลง
“เรื่องนี้ ส.อ.ท.ได้หารือกับสมาคมธนาคารไทย ที่จะช่วยเหลือให้มีการขยายสินเชื่อออกไปอีกระยะเวลาหนึ่ง สำหรับเอสเอ็มอีที่มีคุณภาพและกำลังดูว่าเป็นไปได้ไหมที่จะลดดอกเบี้ยลงให้อีก พร้อมกับการหารือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ในการเพิ่มวงเงินค้ำประกันให้เพื่อประคับประคองธุรกิจ รวมถึงเตรียมจัดคาราวานร่วมกันไปขายสินค้ากับเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดประเทศไทย” ผู้อำนวยการ สศค. กล่าว
อย่างไรก็ดี รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง คาดว่า บสย.จะออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเอสเอ็มอี โดยการยืดระยะเวลาการชำระค่าธรรมเนียมออกไปอีก 6 เดือน มาตรการดังกล่าวจะช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับลูกค้าเดิมของ บสย.ที่จะถึงกำหนดชำระค่าธรรมเนียมต่ออายุการค้ำประกันตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-31 ธ.ค. 2557 จำนวน 50,067 ราย คิดเป็นภาระค้ำประกันประมาณ 1.6 แสนล้านบาท คาดว่าจะทำให้ลูกค้ามีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลาดังกล่าว 2,800 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอคณะกรรมการ บสย. ในวันที่ 27 พ.ค. 2557 และจะมีผลเริ่มใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2557
อย่างไรก็ดี บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า การค้ำประกันของรัฐให้ธนาคารพาณิชย์สบายใจที่จะให้กู้นั้น รัฐบาลจะต้องเพิ่มการค้ำประกันจาก 18% เป็น 50%
แต่ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยยังตีบตัน เพราะการเสนอเพิ่มค้ำประกันนั้นจะต้องพิจารณาโดยคณะรัฐมนตรี ซึ่งในขณะนี้ไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม มีเพียงรัฐบาลรักษาการที่มีอำนาจในการทำงานอย่างจำกัดเท่านั้น
พัชร กล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกค้าเอสเอ็มอีนั้น ขณะนี้ธนาคารเจ้าหนี้ต่างก็ลงไปช่วยลูกค้าของตัวเอง ซึ่งแต่ละรายจะมีปัญหาไม่เหมือนกัน ใช้วิธีจัดการต่างกัน มีทั้งยืดระยะเวลาการชำระหนี้ บางรายต้องให้กู้เสริมสภาพคล่องโดยไม่เรียกหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่ม ไม่รอให้มีคนมาค้ำประกัน เพราะมัวแต่ช้าลูกค้าอาจจะเจ๊งก่อนก็ได้
“ถ้าลูกค้ามีปัญหา เราไม่ให้กู้เพิ่มคงไม่ได้ เพราะถ้าลูกค้าล้มจะกลายเป็นหนี้เสียทั้ง 100% แต่ถ้าช่วยเขาอาจจะเสียหายแค่ 10% ก็ได้ ฉะนั้นไม่มีธนาคารไหนชักร่มกลับ ทุกคนพยายามช่วยลูกค้าเต็มที่เท่าที่จะทำได้” พัชร กล่าว
สำหรับการฟื้นธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น พัชร กล่าวว่า จะต้องแก้ไขในเรื่องของความเชื่อมั่น ถ้าคนมั่นใจก็จะใช้จ่าย สถานการณ์จะคลี่คลายไปได้ แต่ถ้าคนยังไม่มั่นใจแม้จะมีการประกาศกฎอัยการศึก กำลังซื้อในประเทศก็จะยังไม่กลับมา โอกาสที่จะเห็นเอสเอ็มอีล้มก็มีอีก
แม้ทางหน่วยงานรัฐบาลจะพยายามช่วยเหลือเอสเอ็มอีก็ตาม แต่ก็มีคำถามว่าช่วยถูกจุดและช่วยเต็มที่หรือไม่ หรือช่วยเพียงแค่เล็กน้อย
สถานการณ์เอสเอ็มอีไทยวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูกอีกต่อไป แม้ธุรกิจเอสเอ็มอีจะมีมูลค่าคิดเป็น 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่การจ้างงานมหาศาล คิดเป็น 80% ของการจ้างงานทั่วประเทศ หากปล่อยให้ปิดกิจการ แรงงานจะตกงานเป็นเบือ และมีปัญหาต่อเนื่องตามมา ถึงเวลานั้นจะแก้ไขปัญหาไม่ทันก็เป็นได้







