
เริ่มต้นปฏิรูปประเทศใหม่บทเรียนนักการเมื่องสุดโต่ง
หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศรัฐประหาร ประกาศยึดอำนาจการปกครอง สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่ประธานวุฒิสภา ระบุว่า น่าเสียดายที่วุฒิสภาได้พยายามทำงานทุ่มเทมาตลอด 2 สัปดาห์ แต่ติดปัญหาตรงที่ไม่มีใครยอมใครจนต้องมาลงเอยกันแบบนี้ แต่เชื่อว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้คนเหล่านั้นคงเปลี่ยนใจ
หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศรัฐประหาร ประกาศยึดอำนาจการปกครอง สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่ประธานวุฒิสภา ระบุว่า น่าเสียดายที่วุฒิสภาได้พยายามทำงานทุ่มเทมาตลอด 2 สัปดาห์ แต่ติดปัญหาตรงที่ไม่มีใครยอมใครจนต้องมาลงเอยกันแบบนี้ แต่เชื่อว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้คนเหล่านั้นคงเปลี่ยนใจ
“เรื่องนี้เป็นบทเรียนโดยเฉพาะนักการเมืองว่าการเอาชนะคะคานกันจะนำไปสู่จุดดับของประเทศและจะวนเวียนอยู่เช่นนี้ จึงหวังว่าผู้ที่เกี่ยวข้องต่อจากนี้จะได้ตระหนักและนำไปเป็นบทเรียนต่อไป” สุรชัย ระบุ
อย่างไรก็ตาม หวังว่ากับการดำเนินการครั้งนี้จะนำไปสู่การปฏิรูปและแก้ไขปัญหาของประเทศในเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง และมาเริ่มต้นกันใหม่ไม่ทำเหมือนกับที่ผ่านมา โดยเฉพาะการวางโครงสร้างองค์กรต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ เพราะทุกคนมีบทเรียนกันมาแล้ว และหวังว่าหลังจากนี้จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศร่วมกันเพื่อพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับเพื่อนบ้านเพราะปีหน้าจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
วิสุทธิ์ ไชยอรุณ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ระบุว่า ไม่อยากให้เกิดการปฏิวัติขึ้นในประเทศ เพราะจะส่งผลให้ประเทศเสียหาย นานาชาติไม่ยอมรับ และเมื่อทหารเรียกไปคุยแล้วน่าจะหาทาง ออกร่วมกัน
ขณะที่ สงวน พงษ์มณี อดีต สส.ลำพูน พรรค เพื่อไทย ระบุว่า การที่แกนนำเสื้อแดงถูกจับมองได้ทั้งแง่ดีและแง่ร้าย แง่ดีอาจไม่มีผู้นำในการตอบโต้ ส่วนแง่ร้าย ถ้าเป็นอนาธิปไตยก็ไม่มีใครควบคุมได้ ส่วนจะได้รับการตอบโต้อย่างไร อยู่ที่ทหาร หากรุนแรงคิดว่าคงรุนแรงเพียงระยะสั้น ทุกอย่างคงเป็นไปตามหลักธรรมชาติ ถ้าคิดว่าฆ่าผู้นำแล้วจะทำให้บ้านเมืองสงบ คงคิดผิด วันนี้คนไทยยังพร้อมพูดคุยกัน







