
61 ชม.จากอัยการศึกถึงรัฐประหาร
นับตั้งแต่ประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ท่วงทีของฝ่ายทหารแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการให้ความขัดแย้งทางการเมืองรอบนี้ยุติลงโดยปราศจากการเสียเลือดเนื้อของผู้ชุมนุม มีการจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) และส่งกำลังไปประจำตามสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ตลอดจนออกคำสั่งปิดโทรทัศน์กว่า 14 ช่อง จากนั้นเรียกหัวหน้าส่วนราชการมารายงานตัวที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต ในเวลา 14.00 น. เพื่อชี้แจงรายละเอียดการแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองและการทำงานภายใต้กฎอัยการศึก
นับตั้งแต่ประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ท่วงทีของฝ่ายทหารแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการให้ความขัดแย้งทางการเมืองรอบนี้ยุติลงโดยปราศจากการเสียเลือดเนื้อของผู้ชุมนุม มีการจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) และส่งกำลังไปประจำตามสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ตลอดจนออกคำสั่งปิดโทรทัศน์กว่า 14 ช่อง จากนั้นเรียกหัวหน้าส่วนราชการมารายงานตัวที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต ในเวลา 14.00 น. เพื่อชี้แจงรายละเอียดการแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองและการทำงานภายใต้กฎอัยการศึก
ถัดมาวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา กอ.รส.เชิญตัวผู้เกี่ยวข้องกับวิกฤตการเมือง 7 ฝ่าย คือ กปปส. นปช. รัฐบาล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ วุฒิสภา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาหารือที่สโมสรทหารบกในเวลา 13.30 น. เพื่อพิจารณาว่าจะหาทางออกและยุติความขัดแย้งได้อย่างไร แต่การประชุมครั้งนี้ยังไม่มีข้อสรุป โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ฝากการบ้าน 5 ข้อ ให้แต่ละฝ่ายกลับไปหารือในกลุ่มของตัวเอง คือ 1.กำหนดวันเลือกตั้งเมื่อใด 2.จะมีนายกฯ คนกลางได้หรือไม่ 3.มวลชนทั้งสองกลุ่มต้องยุติการชุมนุม 4.ปฏิรูปก่อนหรือหลังเลือกตั้ง และ 5.จะทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบ เมื่อหารือในกลุ่มตัวเองเสร็จแล้วให้กลับมาประชุมอีกครั้งในวันที่ 22 พ.ค. เวลา 14.00 น.
กระทั่งถึงวันที่ 22 พ.ค. การประชุมเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศการประชุมกลับแตกต่างไปจากเดิม เพราะมีการจัดกำลังทหารติดอาวุธเข้ามาดูแลภายในตัวอาคารจำนวนมาก รวมทั้งมีบรรดาเสนาธิการทหารมาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ต่างจากการประชุมวันแรกที่ทหารในอาคารไม่มีการพกพาอาวุธและแต่ละเหล่าทัพก็มีเพียงผู้นำหรือตัวแทนเหล่าทัพบางคนเท่านั้น
นอกจากนี้ ก่อนการหารือยังมีการขอเก็บเครื่องมือสื่อสารทุกชนิดของผู้เข้าร่วมประชุมและกันผู้ติดตามให้ไปรออีกชั้นหนึ่งด้วย
เมื่อการประชุมเริ่มขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ เปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายได้เสนอแนวทางตามที่ให้การบ้านไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม แต่ละฝ่ายก็ยังคงนำเสนอแนวทางในมุมของตัวและไม่มีจุดร่วมที่ตรงกัน
พล.อ.ประยุทธ์ จึงขอพักการประชุม และเชิญแกนนำฝ่าย นปช.และกปปส. ไปหารือร่วมกันอีกห้องหนึ่ง โดยใช้เวลาประมาณ 45 นาที เมื่อกลับมาที่วงหารือแล้วก็ยังได้เชิญเฉพาะ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ไปพูดคุยกันส่วนตัวประมาณ 1 นาที ก่อนที่จะกลับมาที่วงหารือ
ท้ายที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้สอบถาม ชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าคณะฝ่ายรัฐบาล ว่า ตกลงรัฐบาลยืนยันไม่ลาออกทั้งรายบุคคลและทั้งคณะใช่หรือไม่ ซึ่ง ชัยเกษม ระบุว่า นาทีนี้ไม่ลาออก
พล.อ.ประยุทธ์ จึงบอกว่า “ถ้างั้นตั้งแต่นาทีนี้ผมตัดสินใจยึดอำนาจการปกครอง” แล้วให้ทหารควบคุมตัวทุกคนในที่ประชุมขึ้นรถตู้ไปยังเซฟเฮาส์ในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ยกเว้นตัวแทน สว.และ กกต. ที่เชิญออกจากที่ประชุมไปอยู่อีกห้องหนึ่งก่อน เพื่อรอเคลียร์พื้นที่ก่อนจึงจะปล่อยตัวกลับได้
รวมใช้เวลา 61 ชั่วโมง นับจากประกาศกฎอัยการศึกตอน 03.00 น. วันที่ 20 พ.ค. ถึงเวลาประมาณ 16.0016.30 น. วันที่ 22 พ.ค. ประกาศยึดอำนาจเต็มรูปแบบ







