
ถอดสัญญาณ "บิ๊กตู่" เปิดลายแทงยึดอำนาจ
ร่วม 8 เดือน ในวิกฤตการณ์ทางการเมืองแนวโน้มส่อเค้าบานปลายออกไปเรื่อยๆ
ร่วม 8 เดือน ในวิกฤตการณ์ทางการเมืองแนวโน้มส่อเค้าบานปลายออกไปเรื่อยๆ และจนถึงนาทีก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะประกาศยึดอำนาจ เรียกได้ว่าแทบจะมองไม่เห็นทางออกหรือปลายทางจุดสิ้นสุด
ความคลุมเครือและความอึดอัดของมวลชนทั้งสองฟากฝั่ง รวมถึงผลกระทบที่ภาคธุรกิจได้รับ นำมาซึ่งเสียงเพรียกหา “กองทัพ” ให้แอ็กชั่นอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อผ่าทางตัน
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มักจะสงวนท่าทีมาโดยตลอด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีสัญญาณใดๆ ปรากฏ
“อยากให้ทหารออกมานักใช่หรือไม่ ถ้าผมเอาทหารออกมาแล้ว ผมจะไม่กลับนะจะบอกให้” ผู้นำกองทัพบกกล่าวอย่างมีอารมณ์ เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา ณ งานวันสถาปนาครบรอบ 107 ปี กองพลที่ 1 รักษาพระองค์
อีกครั้งหนึ่งภายหลังที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. มีความพยายามจะประกาศ “รัฏฐาธิปัตย์” และเรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพรายงานตัว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างฉุนเฉียว “แล้วตั้งได้หรือยัง สื่อก็บอกว่าผิดกฎหมาย ตั้งไม่ได้ จะมาถามให้เสียสมองทำไม หรืออยากให้ทหารออกมา”
ผู้สื่อข่าวถามย้ำ ถ้าประชาชนฆ่ากันตายถึงจะรัฐประหารใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอบเมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า “ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตอบ อยากให้ใช้สติปัญญาและเหตุผลในการแก้ไขปัญหา ส่วนวิธีการนอกกฎหมายไม่ต้องกังวล แต่ก็ไม่สัญญากับใครทั้งสิ้นว่าใครทำอะไรหรือไม่ทำอะไร”
สถานการณ์ทางการเมืองพัฒนาการขึ้นตามลำดับ ระหว่างนั้นมีการเลือกตั้งประธานวุฒิสภาคนใหม่ และมีความพยายามแสวงหาทางออกในระบบ ท่ามกลางกระแสข่าว 1 ใน 5 เสือกองทัพบกระดมอาวุธเพื่อเตรียมรัฐประหาร ทว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว
จนกระทั่งเกิดเหตุรุนแรงบริเวณสถานที่ชุมนุมของกลุ่ม กปปส. มือมืดลอบยิงเอ็ม 79 และกราดยิงซ้ำด้วยอาวุธปืนเอ็ม 16 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บ 22 คน เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา
มีท่าทีจาก พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งส่งผ่านมาทางแถลงการณ์ โดยมี พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก เป็นผู้สื่อสารด้วยช่องทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ.5) ในเช้าวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 16 พ.ค.
แถลงการณ์ดังกล่าวมีด้วยกัน 7 ข้อ นับเป็นการส่ง “สัญญาณ” ที่ชัดแจ้งที่สุดของกองทัพบก โดยเฉพาะข้อ 1 ข้อ 5 และข้อ 6
ข้อ 1 เป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่กำลังแก้ปัญหาด้วยกฎหมายและการเจรจา แต่การใช้ช่องทางดังกล่าวอาจไม่ประสบผลมากนัก เพราะมีข้อถกเถียงและโต้แย้งมากมาย ซึ่งอาจไม่ทันต่อสถานการณ์ เพราะมีแนวโน้มเกิดความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกฝ่ายจึงต้องหยุดสร้างเงื่อนไข ปัญหา และความรุนแรงเพิ่ม
ข้อ 5 ขอเตือนทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธสงครามต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ขอให้หยุดการกระทำนั้นตั้งแต่บัดนี้ เพราะหากสถานการณ์ยังคงมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ทหารอาจจำเป็นต้องออกมาระงับเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและประเทศชาติโดยรวม
ข้อ 6 หากสถานการณ์รุนแรงมากขึ้นจนมีแนวโน้มถึงขั้นจะเกิดการจลาจล เพื่อความสงบเรียบร้อย กองทัพอาจมีความจำเป็นต้องใช้กำลังทหารเข้าคลี่คลายสถานการณ์ในขั้นนั้น หากมีผู้หนึ่งผู้ใดหรือกลุ่มบุคคล หรือกองกำลังติดอาวุธตอบโต้กองทัพ หรือทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์อีก บุคคลผู้นั้นหรือกลุ่มบุคคลนั้นจะต้องถูกเจ้าหน้าที่ใช้มาตรการทางกฎหมายปราบปรามอย่างเด็ดขาด
วันเดียวกันนี้ พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) แถลงอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมว่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกแถลงการณ์จะนำทหารออกมาปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบหากสถานการณ์รุนแรงนั้น เป็นการคาดการณ์หากสถานการณ์พัฒนาไปถึงจุดนั้น ส่วนจะเป็นรูปแบบใดก็เป็นไปตามกฎหมายสูงสุดในการรักษาความมั่นคง ก็คือ การประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งหวังว่าเหตุการณ์จะไม่พัฒนาไปถึงจุดนั้น
ถัดมาอีก 1 วัน กระแสข่าว “นายกรัฐมนตรีคนกลาง” หนาหูขึ้นเรื่อยๆ รายชื่อบุคคลที่มาแรงที่สุดคือ “พล.อ.ประยุทธ์”
เป็นเหตุให้เวทีคนเสื้อแดงตั้งคำถามถึงท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างรุนแรง และ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ตอบกลับด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวด้วยเช่นกัน
จนกระทั่งเช้ามืดของวันที่ 20 พ.ค. ในขณะที่ทุกคนกำลังหลับลึก กำลังทหารได้เข้ายึดพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นที่เรียบร้อย โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง
ก่อนจะออกประกาศกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ออกมาตามลำดับ โดยข้อบังคับทั้งหมดล้วนแต่เป็นไปเพื่อควบคุมสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการปิดสื่อการเมือง จำกัดพื้นที่การชุมนุม สั่งปลดอาวุธ และมีปฏิบัติการขอคืนพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่ความพยายามหาทางออกด้วยเวทีเจรจาก็ปรากฏขึ้นในวันที่ 21 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ ออกคำสั่งเรียกให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง 7 ฝ่าย ประกอบด้วย กปปส. กลุ่มคนเสื้อแดง พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย รัฐบาล วุฒิสภา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง เข้าร่วมประชุม
การประชุมในวันแรกล้มเหลวไม่มีข้อสรุป พล.อ.ประยุทธ์ ในท่าทีแข็งกร้าวได้มอบการบ้าน 5 ข้อ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง 7 ฝ่าย กลับไปคิด
ประกอบด้วย 1.จะปฏิรูปอย่างไรและก่อนหรือหลังเลือกตั้ง 2.ที่มาของรัฐบาลรักษาการหรือรัฐบาลเฉพาะกาล 3.ควรทำประชามติก่อนหรือไม่ 4.การสร้างบรรยากาศเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง 5.ขอให้ผู้ชุมนุม กปปส. และ นปช. ยุติการชุมนุมเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย
การประชุมในวันที่สอง คือในวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็ยังคงคุยกันไม่รู้เรื่องเช่นเดิม
พล.อ.ประยุทธ์ ถามย้ำต่อที่ประชุมเป็นครั้งที่ 2 ว่า “รัฐบาลยืนยันที่จะไม่ลาออกใช่หรือไม่” ชัยเกษมนิติสิริ ตัวแทนฝ่ายรัฐบาล ตอบว่า “นาทีนี้ยังไม่ลาออก” พล.อ.ประยุทธ์ จึงกล่าวสวนคำ
“อย่างนั้นตั้งแต่นาทีนี้ผมตัดสินใจยึดอำนาจการปกครอง”







