posttoday
อย่าให้เสียของ

อย่าให้เสียของ

22 พฤษภาคม 2557

ฝ่ายข่าวของกองทัพได้ข้อมูลยืนยันว่า มีการเตรียมใช้ความรุนแรงเพื่อนำไปสู่การจลาจลในบ้านเมือง

โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ตื่นเต้นตกใจกับการที่ทหารพร้อมอาวุธออกมาตามประกาศกฎอัยการศึก นอกจากไม่ตกใจแล้ว หลายคนเอาอาหาร เครื่องดื่ม ดอกไม้ ไปมอบให้ทหารและถ่ายรูปกับทหารนำมาเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กอย่างสนุกสนาน หลังจากลุ้นกันมานานว่าเมื่อไรทหารจะออกมาเสียที ในที่สุดทหารก็ “มาตามนัด” ตาม “บทบาท” ที่ถูกกำหนดไว้ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ นำมวลมหาประชาชนออกมาต่อต้านรัฐบาลโดยชุมนุมโดยสงบ สันติ ปราศจาก อาวุธ ไม่ดึงสถาบันสูงสุดมาเกี่ยวข้อง มานานกว่า 6 เดือนแล้ว คุณสุเทพก็เข้าหลังม่าน ให้ทหารออกมาเล่นบทปิดเกม เพราะบทนี้คนอื่นเล่นไม่ได้

แต่ละฝ่ายต่างเล่นบทของตนเอง คุณสุเทพรู้ว่าตัวเองทำอะไรในขณะที่แกนนำคนอื่นไม่รู้ การที่คุณสุเทพประกาศออกมาว่าต้องชนะภายในวันที่ 26 พ.ค. 2557 มิฉะนั้นจะไปมอบตัวนั้น หากเราสะกิดใจสักนิดต้องรู้ว่าคนอย่างคุณสุเทพเป็นนักเลงเต็มตัว สู้มาถึง 6 เดือนแล้ว เขาจะไม่มีวันทิ้งประชาชนเด็ดขาด เพราะ เขารู้แล้วว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก่อนวันเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นบทที่ผู้เล่นคนใหม่จะออกมาแสดง

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผบ.ทบ. ต้องทนกับการเสียดสี เยาะเย้ย ยั่วยุ ดูถูกดูหมิ่นว่า ทำไมไม่ออกมาเสียที รออะไรอยู่ ไหนว่าทหารเป็นของประชาชนที่คอยคุ้มครองดูแลประชาชน แล้วทำไมปล่อยให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อการกระทำจนบาดเจ็บร่วม 800 คน เสียชีวิตไปแล้ว 28 คน ท่านต้องทนกับการปล่อยข่าวว่ารับเงินเขามาแล้วหลายร้อยล้านบาทบ้าง เกรงใจอดีตนายกฯ หญิง เพราะมีอะไรกุ๊กกิ๊กกันบ้าง ทหารใจปลาซิวบ้าง ดีแต่พูดบ้าง ฯลฯ แต่วันนี้ท่านได้รับ “ดอกไม้” จากประชาชน เพราะได้พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกระแนะกระแหน แต่การที่กองทัพจะออกมานั้น ต้องมีความชอบธรรม มีเหตุผลที่อธิบายให้ประชาชนและชาวโลกให้เข้าใจได้ ดังนั้น “จังหวะเวลา” เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เร็วไปก็ไม่ดี ช้าไปก็ไม่ดี ต้องให้ถูกจังหวะเวลา เวลาไหนเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุด ตรงนี้ไม่มีใครบอกได้

ดังที่เคยเขียนมาก่อนแล้วว่า เมื่อการเมืองไทยเละเทะ ระบบข้าราชการประจำถูกฝ่ายการเมืองทำลาย ฝ่ายความมั่นคง หรือกองทัพเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะออกมารักษาบ้านเมือง ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อการแก้ปัญหาทางการเมืองเดินหน้าต่อไปไม่ได้ กองทัพต้องออกมาผ่าทางตันให้กับประเทศในจังหวะที่เหมาะสม เพราะ ฝ่ายข่าวของกองทัพได้ข้อมูลยืนยันว่า มีการเตรียมใช้ความรุนแรงเพื่อนำไปสู่การจลาจลในบ้านเมือง เจ้าหน้าที่ค้นและยึดแหล่งผลิตระเบิดได้จำนวนมาก มีการลักลอบนำวัตถุระเบิดและอาวุธสงครามมาซุกซ่อนไว้ในกรุงและจังหวัดติดกับ กทม. มีการจัดส่งมือระเบิดจากชายแดนภาคใต้เข้ามาฝังตัวอยู่ใน กทม. มีการฝึกกองกำลังส่วนตัวไว้คอยสู้กับทหารหากทหารปฏิวัติ

เหตุการณ์ล่าสุดที่เป็นการ “สับไก” คือการยิงเอ็ม 79 และใช้อาวุธสงครามกราดยิงใส่ประชาชนที่หลับนอนอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจนตาย 3 คน บาดเจ็บสาหัสและไม่สาหัสอีกกว่า 20 คน

ฝ่ายข่าวกองทัพประเมินว่ามีแนวโน้มจะเกิดการเผชิญหน้าของมวลชนสองฝ่าย รัฐบาลมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นกับการก่อความรุนแรงต่อคนเห็นต่างและการจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดโดยตำรวจไม่เคยจับคนร้ายได้เลย จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่กองทัพจะประกาศใช้กฎอัยการศึกเพื่อไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้ ทั้งหมดเป็นการทำตามกฎหมายทั้งสิ้น ไม่ใช่การปฏิวัติหรือรัฐประหาร ต่างชาติจะมากล่าวหาไม่ได้

กฎอัยการศึกเป็นเครื่องมือที่จะนำประเทศไปสู่ความสงบเรียบร้อย เป็นการป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดขึ้นก่อนแล้วไปแก้ไขทีหลัง ซึ่งจะเกิดความเสียหายอย่างยิ่งแก่ประเทศชาติ

นับแต่นี้ไป ทหาร ข้าราชการประจำ และวุฒิสภา เป็นแกนนำร่วมมือกันทำงานผ่าทางตันของประเทศโดยนับหนึ่งกันใหม่ หลายคนฝากมาด้วยความห่วงใยว่า “อย่าให้เสียของ” เหมือนกับการยึดอำนาจปี 2549 ขอให้ผู้นำทหารและข้าราชการประจำ วุฒิสภา มี “ความกล้าหาญ” ที่จะขจัดสิ่งเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองตามที่ขบวนการประชาชนได้วางแนวทางไว้ให้แล้ว ต้อง “ตีเหล็กกำลังร้อน” อย่าใจอ่อน เมื่อกล้าที่จะทำแล้วก็ทำให้สุดซอย อย่าทำแบบครึ่งซอยหรือทำแบบกล้าๆ กลัวๆ คุณนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองด้วยการลาออกทั้งคณะ เปิดทางให้ประเทศมีการปฏิรูปอย่างแท้จริง ไม่ใช่ไปปิดทางออกของประเทศอย่างที่ทำมา

คุณสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ต้องเดินหน้าเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนกลาง จัดตั้งรัฐบาลและสภาปฏิรูปประเทศที่ไม่มีนักการเมืองทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร โดยประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่างๆ และตัวแทนกลุ่มวิชาชีพ เพื่อวางกฎกติกากันใหม่ และอย่าเอาเวลามาจำกัดตัวเองมากเกินไป เอาให้พอเหมาะพอดี

มี “สิ่งท้าทาย” รออยู่ข้างหน้ามากมาย ทหารและข้าราชการประจำ วุฒิสภา และขบวนการประชาชนต้องร่วมมือกันในการซ่อมแซมประเทศและฟื้นฟูประชาธิปไตยที่แท้จริง เศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน ขอย้ำว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาจาก “การปฏิวัติของประชาชน” คู่ขัดแย้งหลักคือ ประชาชนกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ดังนั้น “โรดแมป” ที่เสนอจะต้องบรรจุความต้องการของประชาชนไว้ในนั้นด้วย

นี่เป็นโอกาสอันดีที่สุดที่หาได้ยากมาก หากไม่ใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปประเทศ ประเทศก็จะกลับสู่วังวนเดิมๆ ประชาชนต้องการการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประชาธิปไตยที่ถูกรัฐบาลและพวกทำลายอย่างยับเยิน ซึ่งเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดก่อนการเลือกตั้ง ปฏิรูปตำรวจและดีเอสไอ อันเป็นกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น ซึ่งใช้กฎหมายอย่างไม่ตรงไปตรงมา ใช้กฎหมายกลั่นแกล้งประชาชน ปฏิรูประบบข้าราชการ ขจัดกลุ่มที่ยอมตัวเป็น “ขี้ข้า” นักการเมืองออกไป ปฏิรูปเศรษฐกิจทุนนิยมสามานย์กอบโกยผูกขาด ปฏิรูปสังคมที่เน้นคุณธรรม ศีลธรรม ความดีงาม ปฏิรูปการศึกษาของประเทศที่ต้องยกเครื่องกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิรูปการต่างประเทศที่ถูกนำมารับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคล นัยหนึ่ง บ้านนี้เมืองนี้ต้องปฏิรูปกันแทบทั้งหมด เพราะนักการเมืองทำความเสียหายไว้ให้อย่างมากมาย ต้องใช้โอกาสนี้ปฏิรูปประเทศทุกด้านอย่างจริงจังเพื่อลูกหลานของเราในอนาคต

ทั้งหมดต้องปฏิรูป Mentality ของคนก่อน ซึ่งบางท่านแปลว่าเป็น “สภาพจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด” แต่ถ้าพูดให้ตรงน่าจะเป็น “วิธีคิด” ของคนมากกว่า แล้วจึงค่อยไปปฏิรูป อย่างอื่น ถ้าคนเราเอาผลประโยชน์ของชาติมาก่อน อะไรมันก็ง่ายขึ้น เวลานี้ประเทศต้องการการปฏิรูปทั่วทุกด้าน โดยเฉพาะ การปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง ถ้าเลือกตั้งโดยไม่มีปฏิรูป เราก็ได้นักการเมืองห่วยๆ มาบริหารประเทศแบบเก่า บ้านเมืองก็เละเทะแบบเก่า แล้วทหารก็ต้องประกาศกฎอัยการศึกอีกไม่มีจบสิ้น

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ