
ทุนต่างชาติไม่สะท้านอัยการศึกหวังช่วยผ่าทางตัน
ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สำนักข่าวยักษ์ใหญ่ทั่วทั้งโลกต่างพร้อมใจกันยกขึ้นเป็นข่าวเด่นในรอบวัน
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สำนักข่าวยักษ์ใหญ่ทั่วทั้งโลกต่างพร้อมใจกันยกขึ้นเป็นข่าวเด่นในรอบวัน เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกของไทย ประกาศใช้กฎอัยการศึกเพื่อป้องกันเหตุความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากปมความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศที่ยืดเยื้อมายาวนานเกือบครึ่งปี
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ซึ่งมีขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเข้าสู่ภาวะย่ำแย่อย่างหนักจากการไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มขึ้นบริหารงานมากว่า 6 เดือน ทำให้หลายฝ่ายเริ่มวิตกว่าอาจทำให้ปัญหาเศรษฐกิจไทยที่แย่อยู่แล้วยิ่งถลำลึกลงไปอีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงที่ว่านักลงทุนต่างชาติอาจหวาดผวากับการใช้กฎอัยการศึก และความเสี่ยงที่จะโดนรัฐบาลต่างชาติ เช่น สหรัฐ ใช้มาตรการคว่ำบาตรจากการเข้าแทรกแซงปัญหาการเมืองของกองทัพ
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกขึ้นจริง กลับกลายเป็นว่าปฏิกิริยาเสียงสะท้อนทั้งจากนักลงทุนต่างชาติและรัฐบาลต่างชาติกลับไม่เลวร้ายเหมือนที่วิตกกันไว้ก่อนหน้านี้
เนื่องจากมองว่าการที่กองทัพประกาศใช้กฎอัยการศึกจะเป็นโอกาสดีที่จะทำให้คู่ขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลและมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาลกับมวลชนฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ได้มีโอกาสเข้ามาเปิดอกหารือเพื่อหาทางออกให้กับบ้านเมืองได้เสียที หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างดึงดันที่จะเดินในแนวทางของตนเองมาตลอด
นอกจากนี้ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ เน้นย้ำว่าบทบาทของตนเองคือการมุ่งรักษาความสงบ ป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างคู่ขัดแย้งทางการเมือง ก็ถือเป็นการช่วยตอกย้ำให้เห็นชัดว่า ความเคลื่อนไหวของทหารในครั้งนี้ไม่ใช่การทำรัฐประหาร แถมยังคงยึดมั่นหลักการประชาธิปไตยในการหาทางออกให้กับประเทศ ซึ่งช่วยสร้างมุมมองที่ดีต่อสายตาต่างชาติพอสมควร
โดยเห็นได้จากการที่รัฐบาลสหรัฐออกมาแถลงให้การยอมรับว่ากองทัพไทยสามารถประกาศใช้กฎอัยการศึกได้ เนื่องจากเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและสหรัฐจะไม่ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อไทยตราบเท่าที่กองทัพยังเคารพในสิทธิเสรีภาพของประชาชน และปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบตามที่ได้ประกาศเอาไว้
ทางฟากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะค่ายรถยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ทั้ง โตโยต้า นิสสัน และฮอนด้า ต่างก็ออกมาระบุว่า กระบวนการผลิตของโรงงานที่ตั้งอยู่ในไทยแทบจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากการใช้กฎอัยการศึก ยกเว้นเพียงแต่การตั้งทีมการบริหารงานรับมือกับภาวะฉุกเฉินเท่านั้น
บริษัท โตโยต้า เปิดเผยว่า การประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 20 พ.ค. ไม่ได้ทำให้บริษัทต้องยกเลิกการเดินสายการผลิตในช่วงกะค่ำเหมือนที่วิตกกังวลก่อนหน้านี้ และกระบวนการผลิตทั้งหมดก็ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ยกเว้นแต่เพียงการส่งคำเตือนไปยังพนักงานใช้ความระมัดระวังในการเดินทางในไทยเท่านั้น
นักวิเคราะห์บางส่วนระบุว่า การงัดกฎอัยการศึกขึ้นมาใช้ของกองทัพบกไทยอาจจะเป็นสิ่งดีต่อภาคธุรกิจในปัจจุบัน เพราะจะช่วยทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมายาวนานเริ่มพอจะเห็นทางออกได้บ้าง
ขณะเดียวกัน ก็ยังเป็นโอกาสดีที่จะช่วยสร้างความมีเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศระยะสั้นอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันไม่ให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มมวลชนทางการเมืองขึ้น
“กฎอัยการศึกของไทยจะไม่สั่นคลอนมุมมองการลงทุนไทยของต่างชาติให้เปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะปัจจัยชี้ขาดน่าจะอยู่ที่ประเทศไทยจะสามารถค้นหาข้อตกลงร่วมกันในการแก้ไขวิกฤตได้หรือไม่” เฟรเดอริก นิวแมน หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจประจำภูมิภาคเอเชียจากธนาคารเอชเอสบีซี กล่าว
นอกจากนี้ กฎอัยการศึกที่ออกมาก็ไม่ได้ทำให้มุมมองที่ดีต่อการลงทุนในไทยของสายตาต่างชาติลดน้อยถอยลงไปเลย เพราะในสายตาของนักลงทุนต่างชาติแล้วไทยก็ยังคงเป็นฐานการผลิตและลงทุนที่สำคัญในภูมิภาคในระยะยาวอยู่ ขณะที่ปัจจัยจากการเมืองน่าจะเป็นผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น
ในอดีตที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถในการฟื้นตัวจากวิกฤตการเมืองอย่างรวดเร็วมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว จนทำให้ถูกขนานนามจากสื่อต่างชาติว่า “เทฟลอนไทยแลนด์”
โดยเห็นได้หลังจากที่กองทัพบกประกาศใช้กฎอัยการศึก ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงเพียงแค่ 1% เท่านั้น ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลงที่ไม่รุนแรงมาก และตลอดปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่เกิดวิกฤตการเมืองแต่ตลาดหุ้นไทยกลับปรับตัวขึ้นไปแล้วถึง 7% ในปีนี้ สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพในการรับมือกับวิกฤตการเมืองอยู่
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการประกาศใช้กฎอัยการศึกจะช่วยจุดประกายความหวังในการหาทางแก้วิกฤตทางตันทางการเมืองขึ้นมา แต่ก็ใช่ว่ากฎอัยการศึกจะกลายเป็นยาวิเศษช่วยแก้ปัญหาในปัจจุบันได้เสียทั้งหมด เพราะสิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือทุกฝ่ายจะสามารถหาทางออกให้กับวิกฤตอย่างถาวรได้หรือไม่
แอนดริว โคคูฮวน หัวหน้าการจัดอันดับเครดิตเอเชีย แปซิฟิก ของฟิทช์ เรทติ้งส์ เผยว่า แม้การงัดกฎอัยการศึกขึ้นมาใช้จะช่วยทำให้ไทยสามารถสลายทางตันทางการเมืองได้ แต่สิ่งสำคัญที่จะชี้วัดต่อการจัดอันดับเครดิตคือ คำถามที่ว่าไทยจะสามารถรอดพ้นการเผชิญหน้าและการนองเลือดทางการเมืองได้หรือไม่ และไทยจะสามารถหวนกลับสู่ภาวะการมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารงาน ผลักดันนโยบาย และเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆ ได้หรือไม่
ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศไปจนถึงองค์การระหว่างประเทศดูจะวิตกกังวลเป็นพิเศษ เนื่องจากมองว่าจะกลายเป็นตัวลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน ไปจนถึงการทำลายประชาธิปไตยของไทย เหมือนดังเช่นล่าสุดที่ฮิวแมน ไรต์ส วอตช์ เรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมกดดันให้ไทยยกเลิกกฎอัยการศึกโดยเร็ว
ส่วนนักลงทุนบางส่วนก็ดูจะไม่ชอบใจนักกับการได้ยินข่าวการประกาศกฎอัยการศึกดังกล่าว เพราะเป็นตัวสะท้อนว่าสถานการณ์ในขณะนี้อยู่นอกเหนือการควบคุมไปแล้ว
ทั้งนี้ วิกฤตการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานจนไม่เห็นวี่แววว่าจะพบทางออก ก็กำลังกลายเป็นปัจจัยบั่นทอนศักยภาพและขีดความสามารถทางการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยด้วย
โดยเฉพาะผลจากวิกฤตการเมืองไทยที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2006 ได้ทำให้การเป็นตัวเลือกในการเป็นฐานการลงทุนอันดับต้นๆ ในสายตาของต่างชาติดูจะเริ่มด้อยลงไปแล้วในสายตาต่างชาติ เนื่องจากในเวลานี้เริ่มมีตัวเลือกอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เข้ามาเป็นทางเลือกในการลงทุนแข่งกับไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไปจนถึงน้องใหม่มาแรงอย่างพม่า
เพราะประเทศเหล่านี้นอกจากจะมีระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงและการขยายตัวของชนชั้นกลางที่รวดเร็วแล้ว ก็ดูจะมีเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคงมากกว่าไทยอีกด้วย จึงไม่แปลกที่ธุรกิจต่างชาติหลายแห่งเริ่มหันไปขยายการลงทุนใหม่ๆ ของตนเองในอินโดนีเซียมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาในไทย
“ผลจากการประท้วงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในระยะหลายปีที่ผ่านมาในไทยได้ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง แถมยังกระทบกระเทือนต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจไทยอีกด้วย” คริสตัน ถัน นักวิเคราะห์จากแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ กล่าว
แม้ว่าปฏิกิริยาของต่างชาติต่อการเมืองไทยจะเป็นไปอย่างหลากหลาย แต่อย่างน้อยนี่คือการสะท้อนให้เห็นว่าไทยมีบทบาทสำคัญต่อเวทีโลกอย่างไร เพราะผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในไทยย่อมกระทบไปยังทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่กระแสโลกาภิวัตน์ได้ขจรขจายไปทั่วทุกมุมโลกแล้ว







