
หอฯไม่สนที่มาของรัฐบาล
ขอเพียงมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารคลังโบรกเกอร์พร้อมปรับลดจีดีพีลงมา
ขอเพียงมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารคลังโบรกเกอร์พร้อมปรับลดจีดีพีลงมา
หอการค้ามีมติใช้กฎอัยการศึกในเวลาอันสั้น หนุนหารัฐบาลมีอำนาจเต็มมาบริหาร
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการหอการค้านัดพิเศษเพื่อหารือเรื่องประกาศกฎอัยการศึก ว่า ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันใน 3 แนวทาง ได้แก่ 1.หอการค้าสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสนับสนุนการประกาศกฎอัยการศึกเพื่อดูแลความเรียบร้อย ควบคุมสถานการณ์ที่มีแนวโน้มรุนแรง
แนวทางที่ 2 หอการค้าเห็นว่าควรมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อให้สถานการณ์เข้าสู่ความสงบเท่าที่จำเป็น หากใช้เวลา 3-4 เดือนถือว่านานมาก จึงต้องการให้ทุกอย่างจบโดยเร็ว
แนวทางสุดท้าย หอการค้าต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจการบริหารเต็มที่ เพื่อเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจเท่านั้น และพร้อมจะทำงานร่วมกับทุกรัฐบาล จะเป็นรัฐบาลที่มาจากวิธีการไหนไม่ใช่หน้าที่ของภาคเศรษฐกิจที่จะพิจารณา แต่ภาคเศรษฐกิจต้องการแค่คณะรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มที่เท่านั้น
นายอิสระ กล่าวว่า หลังจากนี้หอการค้าจะนำข้อสรุปไปหารือกับคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) และตัวแทนภาคเอกชน 7 องค์กรอีกครั้ง เพื่อขอความคิดเห็นร่วมกัน ก่อนเสนอให้ผู้มีอำนาจของหน่วยงานรัฐพิจารณา
นายนันดอร์ วอน เดอร์ลู รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และอดีตประธานหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทย กล่าวว่า การประกาศกฎอัยการศึกในครั้งนี้ถือเป็นผลดีต่อประเทศไทย เนื่องจากเป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นถือเป็นภาพบวกมากกว่าภาพลบ เพราะไม่ใช่เป็นการทำรัฐประหาร
“นักธุรกิจต่างชาติต้องการให้ไทยมีเสถียรภาพทางการเมือง ส่วนนายกรัฐมนตรีจะมาจากการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจ” นายนันดอร์ กล่าว
น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในเดือน มิ.ย.นี้ สศค.จะปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2557 ใหม่จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.6% เพราะการประกาศกฎอัยการศึกยังกระทบต่อการท่องเที่ยวทำให้นักท่องเที่ยวลดลง
นักวิเคราะห์จาก บล.ธนชาต กล่าวว่า กฎอัยการศึกส่งผลให้เงินทุนต่างประเทศไหลออก และยังมีมุมมองเชิงลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยว่าจะเติบโตได้เพียง 1.2% จากเดิม 2%







