
‘มอร์แกนสแตนเลย์’หวั่นเงินบาททะลุ37
หวั่นเงินบาทอ่อนทะลุ 37 บาทปลายปีนี้ เหตุเศรษฐกิจส่อถดถอยซมพิษการเมือง สวนทางเจพีฯ
หวั่นเงินบาทอ่อนทะลุ 37 บาทปลายปีนี้ เหตุเศรษฐกิจส่อถดถอยซมพิษการเมือง สวนทางเจพีฯ
มอร์แกน สแตนเลย์ วาณิชธนกิจชื่อดังจากสหรัฐ ออกรายงานคาดการณ์ทิศทางค่าเงินบาทหลังไทยประกาศใช้กฎอัยการศึก ระบุว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มน่าจะอ่อนลงแตะ 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมีเหตุจากปัจจัยทางการเมืองและปัจจัยภายนอก ทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้
กูฟฟรีย์ เคนดริค หัวหน้ากลยุทธ์ค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยของมอร์แกน สแตนเลย์ ประจำภูมิภาคฮ่องกง เห็นว่าเศรษฐกิจของไทยขณะนี้มีหลุมใหญ่อยู่ภายใน ซึ่งทำให้ไทยเสี่ยงตกอยู่ในภาวะถดถอยในเชิงเทคนิค
ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก ชี้ว่า เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายหุ้นไทย 256 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยนับเป็นการเทขายครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. รวมถึงการถอนทุนออกจากตลาดพันธบัตรและตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม ทางด้านเจพี มอร์แกน วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐ กลับเห็นในทิศทางตรงกันข้ามว่า ค่าเงินบาทไทยจะมีแนวโน้มที่แข็งค่าขึ้นมาอีกครั้ง โดย เดเนียล ฮุย หัวหน้ากลยุทธ์ค่าเงินในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ของเจพี มอร์แกน ประจำสาขาสิงคโปร์ ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติส่วนหนึ่งประเมินความสามารถของค่าเงินบาทต่ำเกินไป
ฮุย ยังมองว่าความคืบหน้าทางการเมืองไทยในขณะนี้ น่าจะช่วยลดความเสี่ยง และทำให้เงินบาทกระเตื้องขึ้นมาอยู่ที่ 31.4 เหรียญสหรัฐต่อปี ภายในช่วงสิ้นปีนี้ รวมทั้งมองว่าค่าเงินบาทไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางการเมืองมากนัก
ทั้งนี้ ค่าเงินบาทนับว่าย่ำแย่ที่สุดจากทั้งหมด 12 สกุลเงินในเอเชีย โดยเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ค่าเงินบาทปิดตลาดลดลง 0.6% มาอยู่ที่ 32.66 บาท และนับตั้งแต่เกิดการชุมนุมประท้วง ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงแล้วมากกว่า 4.3% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยวันที่ 21 พ.ค. กลับเพิ่มขึ้น 8.23 จุด มาอยู่ที่ 1,402.92 จุด เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าการใช้กฎอัยการศึกสะท้อนให้เห็นปัญหาการเมืองที่คลี่คลายได้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังคงขายหุ้นไทยออกมาต่อเนื่องอีก 3,061 ล้านบาท แม้จะลดลงจากวันก่อนที่ขายมากกว่า 8,300 ล้านบาทก็ตาม แต่เหตุผลหนึ่งที่ดัชนีหุ้นปิดเหนือระดับ 1,400 จุด ได้เกิดจากแรงซื้อหุ้นจากนักลงทุนในประเทศทุกกลุ่ม
ขณะเดียวกัน ทิศทางการรายงานคาดการณ์ที่สวนทางกันของมอร์แกน สแตนเลย์ และเจพี มอร์แกน นอกจากจะมีเหตุผลมาจากการมองต่างมุมในเรื่องผลกระทบของการบังคับใช้กฎอัยการศึกแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังสะท้อนให้เห็นความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทยที่ส่งสัญญาณให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างชาติได้เห็น โดยยกตัวอย่างกรณีที่มีรายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไทยที่หดตัวลง 2.1% ตรงข้ามกับปริมาณการค้าที่เกินดุลมากที่สุดในรอบ 3 ปี และตัวเลขการส่งออกยังเพิ่มขึ้น
พอล แมคนามารา ผู้อำนวยการการลงทุนจากจีเอเอ็ม ยูเค ในกรุงลอนดอน ระบุว่า ตลาดเหมือนจะพึงพอใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน กระนั้นก็ยังมีความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์เลวร้ายอาจเกิดขึ้น เพียงแต่จะกระทบต่อเศรษฐกิจจริงในวงจำกัด
ด้าน คูน กูห์ หัวหน้านักกลยุทธ์อาวุโสจากเอเอ็นแซด ระบุปิดท้ายว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร แต่ปัจจัยทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงในอันดับต้นๆ ที่จะส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ทางการเมืองไทยในขณะนี้ที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น







