
อัยการศึก ยิ่งนานยิ่งดื้อยา
หากวงเจรจา 7 ฝ่าย ยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ในเร็ววันนี้ การแก้ปัญหาย่อมเป็นไปได้ยากขึ้น และจะยิ่งทำให้ช่องทางเดินหน้าต่อไปเหลือน้อยลงทุกที
ทีมข่าวการเมือง
กลายเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ว่าการประกาศ "กฎอัยการศึก" ของ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ผบ.ทบ. จะสามารถเป็นกลไกช่วยคลี่คลายสลายความขัดแย้ง ตัดชนวนความรุนแรง นำพาประเทศหลุดพ้นวังวนปัญหาที่ไร้ทางออกในเวลานี้ได้หรือไม่
เมื่อ"ยาแรง" ที่กองทัพงัดมาใช้รอบนี้มีสรรพคุณเพียงแค่ระงับยับยั้งความรุนแรงเฉพาะหน้า แต่ไม่อาจไปสะสางต้นตอปัญหาที่หมักหมมมายาวนานได้
มาตรการคำสั่งของกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ที่ออกมาสิบกว่าฉบับจึงเป็นไปเพื่อลดเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการตีกรอบการชุมนุมของ กปปส.และ นปช. พร้อมระงับการออกอากาศของ เอเชียอัพเดท บลูสกาย ทีนิวส์ เอเอสทีวี ฯลฯ
ตามด้วยคำสั่งห้ามสร้างความขัดแย้งหรือต่อต้านการปฏิบัติงานของ กอ.รส. ขอความร่วมมือการเผยแพร่ข้อมูลในสังคมออนไลน์ให้เป็นไปด้วยความถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือนนำไปสู่ความขัดแย้ง และห้ามพกพาหรือใช้อาวุธสงครามและวัตถุระเบิด เว้นแต่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเพื่อป้องกันการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี
สอดรับปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ที่เข้าตรวจค้นสกัดเหตุรุนแรงในหลายจุดทั้ง ตรวจค้นหอพัก อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร พบอาวุธสงครามไม่ว่าจะเป็นเครื่องยิงเอ็ม79 ระเบิดแสวงเครื่องฯลฯ ต่อเนื่องด้วยการสนธิกำลังตำรวจและทหารค้นบ้านต้องสงสัย อ.หนองม่วงจ.ลพบุรี พบอาวุธสงครามจำนวนมาก ทั้งปืนพร้อมกระสุน ระเบิดเอ็ม 18 เอ 1 ระเบิดทีเอ็นที ระเบิดแสวงเครื่องไปป์บอมบ์ฯลฯ
มาจนถึงเหตุการณ์เจ้าหน้าที่กองทัพภาคที่3 เข้าควบคุมตัว "เลิศ ไม้เก่า" แกนนำแดงสายฮาร์ดคอร์ จ.พิษณุโลก และกองทัพภาคที่2 ที่เข้าดำเนินการไล่ปิดสถานีวิทยุชุมชนอีกหลายแห่ง
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียงแค่การป้องกันความรุนแรงเฉพาะหน้าพร้อมบีบให้คู่ขัดแย้งทั้ง กปปส. นปช. "พักยกชั่วคราว" ยุติการเคลื่อนไหวปรับท่าทีมาเป็นการรักษาการอยู่ในที่ตั้ง รอดูทิศทางลม หลังจากนี้
แต่โจทย์ที่สำคัญกว่านั้น คือ การพาประเทศฝ่าทางตัน ให้กลับมาเดินหน้าต่อไปได้นั้น ยังเป็นงานหินที่ยังไม่มีคำตอบว่าจะออกมารูปแบบใด
จุดเปลี่ยนที่น่าจะเป็นทางออกจากวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นเดินหน้าสู่การเลือกตั้งด้วยกลไกที่เหลืออยู่ การหานายกฯ คนกลาง ตั้งรัฐบาลประชาชนเดินหน้าปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งด้วยกลไกวุฒิสภา หรือทางเลือกอื่นๆทั้งการทำประชามติรับฟังความเห็นจากประชาชน ยังไม่อาจหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้ เพราะแต่ละทางย่อมมีทั้งฝ่ายที่ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์
การกระโดดลงมาคลี่คลายวิกฤตของ พล.อ.ประยุทธ์ รอบนี้ ยังได้ทำหน้าที่เป็นคนกลางเชิญคู่ขัดแย้งในสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 7 ฝ่าย ทั้งรัฐบาล วุฒิสภา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พรรคเพื่อไทยพรรคประชาธิปัตย์ กปปส. และ นปช.
แม้ทุกฝ่ายจะมาร่วมหารือกันอย่างพร้อมเพรียง เป็นการประชุมนัดประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาข้อสรุปชี้ขาดไปทางหนึ่งทางใด เพราะด้วยธงของแต่ละฝ่ายที่ยังเห็นไม่ตรงกัน และไม่รู้ว่าจะต้องหารืออีกกี่รอบกว่าจะได้ข้อสรุปลงตัว
ปัญหาอยู่ที่การแก้ปัญหาครั้งนี้ไม่อาจชักช้าปล่อยให้รอนานได้ เพราะสถานการณ์ข้างหน้าเต็มไปด้วยความขัดแย้งรุนแรงที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ
ที่สำคัญ "กฎอัยการศึก" ที่ประกาศใช้อยู่ในเวลานี้ไม่อาจปล่อยให้คงอยู่ได้นาน เพราะนอกจากจะค่อยๆ เสื่อมความขลังไปเรื่อยๆแล้วยังอาจเกิดปรากฏการณ์ "ดื้อยา" อันจะส่งผลกระทบต่อไปถึงกระบวนการแก้ไขปัญหาที่กำลังดำเนินการ
อีกด้านหนึ่งการที่ประเทศต้องคงอยู่ในสภาพการประกาศใช้กฎอัยการศึกยังผลเสียหายกระทบต่อภาพลักษณ์ในเวทีโลก และโยงใยสร้างความเสียหายต่อไปถึงภาคเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยว ซ้ำเติมปัญหาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
หากจับสัญญาณจาก พล.อ.ประยุทธ์ ที่ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงระยะเวลาการประกาศกฎอัยการศึกว่า "บ้านเมืองสงบเมื่อไหร่ปลอดภัยเมื่อไหร่มีเสถียรภาพเมื่อไหร่ก็ยกเลิกเมื่อนั้น"ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีทิศทางความชัดเจนว่ากฎอัยการศึกนี้จะคงอยู่ต่อไปนานแค่ไหน
ยิ่งกว่านั้น หลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย หรือกลุ่มนิติราษฎร์ ยังออกมาคัดค้านกฎอัยการศึกด้วยเหตุผลทั้งเรื่องการลิดรอนสิทธิและการประกาศไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แม้พล.อ.ประยุทธ์ จะยืนยันว่าดำเนินการตามกรอบกฎหมายก็ตาม รวมไปถึงอำนาจของกองทัพที่เพิ่มขึ้นมาตามการประกาศกฎอัยการศึกนั้นเป็นเพียงอำนาจที่ถูกตีกรอบอยู่แค่ประเด็นยุทธการระงับ ปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบร้อย ที่ถูกตีความว่าไม่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการแก้ปัญหาทางการเมือง
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะแสดงศักยภาพให้เห็นแล้วว่าสามารถเรียกคู่ขัดแย้งมาเจรจากันได้อย่างพร้อมเพรียง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนกลางที่สามารถไกล่เกลี่ย ทุบโต๊ะให้ทุกฝ่ายต้องยอมรับทางเลือกทางใดทางหนึ่งได้ง่ายๆ
กฎอัยการศึกที่ประกาศออกมาในเวลานี้ จึงเป็นเหมือนกับระเบิดเวลาที่นับถอยหลังรอวันกัดกร่อนตัวเองไปเรื่อยๆโดยเฉพาะหากกระบวนการหาทางออกต้องยืดเยื้อออกไป
สุดท้ายนั่นจะเป็นปัญหาย้อนกลับมาที่พล.อ.ประยุทธ์ ที่กระโดดลงมาคลุกอยู่ในวงความขัดแย้งด้วยตัวเอง หากยิ่งยืดเยื้อ ต้นทุนของ พล.อ.ประยุทธ์ ยิ่งต้องถูกกัดกร่อนลงไปเรื่อยๆ
ดังนั้น หากวงเจรจาระหว่าง 7 ฝ่ายที่มีพล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนกลางยังไม่อาจหาข้อสรุปได้ในเร็ววันนี้ การแก้ปัญหาย่อมเป็นไปได้ยากขึ้น และจะยิ่งทำให้ช่องทางเดินหน้าต่อไปเหลือน้อยลงทุกที







