4องค์กรสื่อขอกอ.รส.ทบทวนการปิดกั้น-ลิดรอนเสรีภาพ
4องค์กรสื่อออกแถลงการณ์ ขอให้กอ.รส.ทบทวนการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกลิดรอนเสรีภาพบุคคลและสื่อมวลชนในการแสดงความเห็น
4องค์กรสื่อออกแถลงการณ์ ขอให้กอ.รส.ทบทวนการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกลิดรอนเสรีภาพบุคคลและสื่อมวลชนในการแสดงความเห็น
เมื่อวันที่ 21 พ.ค.องคกรวิชาชีพสื่อประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย,สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง "ขอให้ กอ.รส. ทบทวนการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกลิดรอนเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน" โดยมีรายละเอียดดังนี้
ตามที่กองทัพบกมีประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2557และได้มีประกาศคำสั่งออกมาหลายฉบับเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนประกอบด้วยคำสั่งฉบับที่ 3/2557 และคำสั่งฉบับที่ 6/2557 คำสั่งที่7/2557คำสั่งที่8/2557 และคำสั่งที่ 9/2557 นั้น
องค์กรวิชาชีพสื่อประกอบด้วยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เห็นว่าคำสั่งของกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.)มีเนื้อหาที่กระทบกับสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญมาตรา 45 ที่รับรอง “เสรีภาพแสดงความคิดเห็นการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาหรือการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น”อยู่หลายประการ จึงมีข้อเสนอแนะและข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้
1. คำสั่งฉบับที่ 6/2557 และคำสั่งฉบับที่ 7/ 2557 ของ กอ.รส.ซึ่งขอความร่วมมือให้สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม14แห่งและสถานีวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นตามที่กฎหมายกำหนดให้ระงับการอากาศจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงนั้นอาจมีเนื้อหาที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 45 วรรค 3 ที่บัญญัติว่า
“การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นๆ เพื่อลิดรอนสิทธิเสรีภาพจะกระทำมิได้”ซึ่งเป็นบทบัญญัติห้ามฝ่าฝืนโดยเด็ดขาด
นอกจากนั้น ความในวรรคต่อมา ที่บัญญัติว่า
“การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วนหรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย” ซึ่งต้องบังคับใช้ด้วยความระมัดระวังให้มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนน้อยที่สุด
ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมามีสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและสถานีวิทยุที่นำเสนอเนื้อหาทางการเมืองบางสถานี ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง มีการถ่ายทอดสดการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งมีการปราศรัยหรืออภิปรายซึ่งบางครั้งมีลักษณะเป็นการยุยงให้เกิดความเกลียดชัง(HateSpeech) ขาดความตระหนักถึงการใช้เสรีภาพบนความรับผิดชอบจนอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดความรุนแรงขึ้นได้ ดังนั้น กอ.รส. ควรใช้โอกาสนี้ขอความร่วมมือจาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการกำกับดูแลให้สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและสถานีวิทยุชุมชนต่างๆดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 อย่างเคร่งครัดโดยกำหนดให้แต่ละสถานีมีผังรายการที่ชัดเจนเพื่อส่งเสริมให้มีการตระหนักถึงหลักการ “เสรีภาพบนความรับผิดชอบ” และขอเรียกร้องให้กอ.รส.พิจารณาอย่างรอบคอบในการใช้อำนาจสั่งปิดสื่อที่อาจเข้าข่ายก่อให้เกิดการขยายความขัดแย้งบิดเบือน และสร้างความสับสนให้กับสังคมซึ่งเป็นการลิดรอนเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างรุนแรง
2. ขอเรียกร้องให้ กอ.รส. ยกเลิกคำสั่งที่9/2557 ที่ห้ามเชิญบุคคลให้สัมภาษณ์หรือแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อประเภทต่างๆ โดยทันที เพราะถือเป็นการจำกัดเสรีภาพของบุคคลในการแสดงความคิดเห็นและไม่สอดคล้องกับหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่ต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างและกองบรรณาธิการสื่อต่างๆ ก็มีดุลพินิจที่จะเชิญบุคคลให้แสดงความเห็นหรือสัมภาษณ์ที่ไม่นำไปสู่การขยายความขัดแย้งและความรุนแรงได้อยู่แล้ว
3.องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนเห็นว่าการประกาศใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึกมีผลกระทบต่อเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างกว้างขวาง ดังนั้นกอ.รส.ควรประกาศเจตนารมณ์ให้ชัดเจนว่าจะสนับสนุนและไม่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนทุกแขนงพร้อมทั้งให้ความเคารพเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการนำเสนอข่าวสารข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาถูกต้องครบถ้วนและรอบด้าน รวมทั้งเคารพเสรีภาพของสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งการแสดงจุดยืนดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนและได้รับการยอมรับในสายตาของนานาชาติที่กำลังจับตามองความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในขณะนี้
4. ขอเรียกร้องมายังผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกคนให้ตระหนักว่า ต้องทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและส่วนรวมเป็นสำคัญโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่อ่อนไหวมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สื่อทุกแขนงต้องใช้วิจารณญาณอย่างสูงในการปฏิบัติงานเพื่อจะไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดตลอดจนทำงานด้วยความรับผิดชอบและยึดมั่นในหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพโดยเคร่งครัด







