
ฤาประเทศไทยจะอยู่ในวังวนเช่นนี้ต่อไป
ขณะที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่กำลังถดถอยลงไปทุกที การเมืองก็เริ่มงวดเข้า และดูเหมือนความรุนแรงก็จะทวีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าประเทศไทยเราจะต้องอยู่ในวังวนเช่นนี้อีกนานแค่ไหน ซึ่งวังวนนี้ไม่ใช่วังวนของการประท้วงที่ประชาชนออกมาประท้วงกันเต็มถนนเป็นเวลา 5–6 เดือนแล้ว ที่บาดเจ็บและถูกฆ่าตายไปก็ไม่ใช่น้อย แต่เป็นวังวนที่มองย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ของประเทศ เรามีประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปี 2475 แต่ก็ลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด มีการใช้ประชาธิปไตยและอำนาจในทางที่ผิดๆ มีช่วงที่เกิดรัฐตำรวจขึ้น แต่เราก็ผ่านมาได้ เศรษฐกิจพัฒนามาเรื่อยๆ และประเทศเริ่มโดดเด่นขึ้นจนเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก แม้จะมีปัญหาการเมืองมาเป็นระยะๆ มีการพยายามจะสืบทอดอำนาจสู่ลูกหลานในบางช่วง แต่ก็แก้ปัญหากันไปได้ ไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงเหมือนเช่นครั้งนี้
ขณะที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะที่กำลังถดถอยลงไปทุกที การเมืองก็เริ่มงวดเข้า และดูเหมือนความรุนแรงก็จะทวีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าประเทศไทยเราจะต้องอยู่ในวังวนเช่นนี้อีกนานแค่ไหน ซึ่งวังวนนี้ไม่ใช่วังวนของการประท้วงที่ประชาชนออกมาประท้วงกันเต็มถนนเป็นเวลา 5–6 เดือนแล้ว ที่บาดเจ็บและถูกฆ่าตายไปก็ไม่ใช่น้อย แต่เป็นวังวนที่มองย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ของประเทศ เรามีประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปี 2475 แต่ก็ลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด มีการใช้ประชาธิปไตยและอำนาจในทางที่ผิดๆ มีช่วงที่เกิดรัฐตำรวจขึ้น แต่เราก็ผ่านมาได้ เศรษฐกิจพัฒนามาเรื่อยๆ และประเทศเริ่มโดดเด่นขึ้นจนเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก แม้จะมีปัญหาการเมืองมาเป็นระยะๆ มีการพยายามจะสืบทอดอำนาจสู่ลูกหลานในบางช่วง แต่ก็แก้ปัญหากันไปได้ ไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงเหมือนเช่นครั้งนี้
ภาวะต้มยำกุ้งที่เกิดขึ้นในปี 2540 ก็เกิดขึ้นจากเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคการเงิน ถึงแม้จะมีผลกระทบกันหนักหนาสาหัส แต่คนไทยและประเทศไทยก็ผ่านกันมาได้ แฮมเบอร์เกอร์ไครซิสที่เพิ่งเกิดไปไม่นานอาจมีผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากภาคธุรกิจและภาคการเงินมีประสบการณ์มาแล้วจากปี 2540 จึงมีภูมิคุ้มกันพอสมควร
มาวันนี้ดูเหมือนทุกอย่างจะวนกลับมาอีก เราเริ่มจากมีการใช้ประชาธิปไตยและอำนาจไปในทางผิดๆ มีการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัว และพวกพ้อง ซึ่งที่จริงคนไทยก็คุ้นชินกันพอสมควร จึงมีการปล่อยปละละเลยกันมาเรื่อยๆ ทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น ผู้กุมอำนาจเองก็ชะล่าใจ นโยบายต่างๆ ที่กำหนดออกมา จึงไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในระยะยาว แต่เพียงหวังจะหาเสียงและรายได้เข้าตนเอง และพวกพ้องจนมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายบ้านหลังแรก หรือรถคันแรกที่ทำให้ผู้บริโภคไม่มีเงินมาจับจ่ายใช้สอย เพราะต้องอดออมไปผ่อนรถ ผ่อนบ้าน นโยบายจำนำข้าวที่ดูเหมือนจะเป็นนโยบายประชานิยม แต่การคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นในทุกระดับ ทำให้กลายเป็นนโยบายรีดเลือดกับปู ทับถมด้วยปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่มีการลงทุนจากภาครัฐที่เป็นก้อนใหญ่ๆ หรือการลงทุนจากภายนอกประเทศ ที่จะช่วยฉุดเศรษฐกิจให้กระเตื้องขึ้น วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ก็ทำท่าจะล้มกันไป 7–8 แสนราย ซึ่งถ้าเป็นจริงเช่นนั้น กว่าประเทศไทยจะฟื้นอีกครั้งคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แถมประเทศไทยเองก็ทำท่าจะกลายเป็นรัฐตำรวจไปอีกครั้ง ไม่เคยมีการจับมือที่สาม หรือผู้สร้างสถานการณ์ยิงเอ็ม 79 ใส่กลุ่มผู้ประท้วงได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว จะว่าไม่มีประสิทธิภาพก็คงไม่ใช่ เพราะถ้าเป็นกรณีอื่นก็จับได้รวดเร็วทันใจ
หลายๆ ฝ่ายจึงมองกันว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วควรจะมีการปฏิรูปยกเครื่องประเทศไทยกันครั้งใหญ่เสียที แล้วเรื่องของการปฏิรูปก็มีหลายๆ เรื่องมาก ถ้าเฉพาะที่สำคัญๆ ก็น่าจะเริ่มจาก
1.รัฐธรรมนูญที่จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ไม่ให้เกิดนักธุรกิจการเมือง มีการกุมอำนาจในพรรคจากคนเพียงคนเดียว มีการถ่ายทอดอำนาจสู่พี่น้องลูกหลานญาติ มีการซื้อสิทธิขายเสียงกันอย่างมโหฬาร มีการตีความดื้อแพ่งที่จะอยู่ในอำนาจ
2.กฎหมายที่มีการลงโทษรุนแรงกว่าเดิม กรณีการคอร์รัปชั่น การใส่ร้ายป้ายสี พูดผ่านสื่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อใส่ร้ายเบื้องสูง ฯลฯ
3.การสร้างกลไกและองค์กรที่เข้มแข็งเพื่อขจัดการคอร์รัปชั่น
4.การปฏิรูปการศึกษาให้ประชาชนรู้จักคิดเป็นเหตุเป็นผล มีการสร้างคุณธรรมและจิตสาธารณะให้เกิดขึ้นในแนวคิด (Mind Set) ของประชากร
5.การปฏิรูปด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ จะเห็นได้ว่าประเทศที่เจริญแล้วให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ประธานาธิบดีสหรัฐ (โอบามา) ในสมัยที่ 2 นี้ ถึงกับแถลงนโยบายในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ให้งบประมาณและให้ความสำคัญกับหน่วยงานกำหนดนโยบายในเรื่องนี้โดยให้รายงานตรง และมีสำนักงานอยู่ใกล้ทำเนียบขาว
6.การปฏิรูปสังคมและการกระจายรายได้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาขึ้นในปัจจุบัน
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่จะทำเสร็จได้ใน 3 เดือน 6 เดือน ผู้เขียนจึงยังสงสัยเมื่อได้ข่าวแว่วๆ มาว่าจะมีการเลือกตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจเป็นเวลา 6 เดือน–1 ปี เพื่อดำเนินการให้มีการเลือกตั้ง เวลาแค่นั้นจะแก้ปัญหาที่เรื้อรัง หยั่งรากลึกและชอนไชไปทั่วได้อย่างไร หรือจะเป็นแบบ รัฐธรรมนูญ ที่ขึ้นมา 1 ปีไม่ทำอะไรเลย รอให้หมดเวลาไป แล้วก็ตกอยู่ในวังวนอย่างเดิม สงสัยจริงๆ ว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้บอกอะไรกับท่านเลยหรือ จะรอให้มีการพักจำศีลลอกคราบแล้วก็กลับมาเติบโตใหม่ เข้มแข็ง ยิ่งใหญ่ และรุนแรงกว่าเดิมหรืออย่างไร เศรษฐกิจที่ใกล้จะพังพาบคงจะรอไปอีกปีไม่ได้แน่ หรือแม้แต่จะเริ่มแก้ไขกันเลย ก็ไม่ใช่จะใช้เวลาเพียง 1 ปีแล้วทำได้สำเร็จ แต่ต้องมีวิสัยทัศน์และมองไกล ไม่เช่นนั้นเราก็คงจะอยู่ในวังวนเช่นนี้ต่อไป







