
กฏอัยการศึก...ยาแรงแขวนศก.ไทยบนเส้นด้วย
ในที่สุดทหารก็ประกาศกฎอัยการศึกดูแลรักษาความไม่สงบของประเทศ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ในที่สุดทหารก็ประกาศกฎอัยการศึกดูแลรักษาความไม่สงบของประเทศ นอกจากจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองแล้ว ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจอีกด้วย
หลังจากกฎอัยการศึกมีผลบังคับตั้งแต่เช้ามืดวันที่ 20 พ.ค. 2557 เศรษฐกิจก็ยังอยู่ในภาวะมึนกับกฎหมายพิเศษนี้ เพราะยังไม่แน่ชัดว่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นหรือแย่ลงไปกว่าเดิม
แม้แต่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังยกเลิกการพบปะสื่อมวลชนประจำเดือนทันที เลี่ยงการให้ความเห็นผลกระทบด้านเศรษฐกิจ
ขณะที่นักลงทุนในตลาดหุ้นเทขายหุ้นทันทีเมื่อตลาดเปิดทำการ ดัชนีตกลงไปลึกถึง 23 จุด ระหว่างการซื้อขาย ก่อนที่จะปิดตลาดที่ลบ 15 จุด เพราะกฎอัยการศึกเป็นของแสลงของนักลงทุนต่างประเทศ แต่ก็มีนักลงทุนบางส่วนช้อนซื้อหุ้นเป็นจำนวนมาก เพราะมองว่าการที่ทหารออกมาดูความสงบจะเป็นการปลดล็อกทางการเมือง ส่งผลดีกับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในระยะต่อไป
ด้านผู้ประกอบการส่งออกออกมาระบุ กฎอัยการศึกไม่กระทบการค้าการขาย แต่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบเต็มที่ หลายประเทศประกาศเตือนประชาชนที่จะเดินทางเข้ามาเที่ยวในไทย
ขณะที่ค่าเงินบาทก็อ่อนค่าทะลุ 32.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากที่เคลื่อนไหว 32.2032.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพราะมีเงินทุนเคลื่อนย้ายออกจากไทย ด้านหนึ่งกระทบผู้นำเข้า แต่อีกด้านหนึ่งก็ส่งผลดีกับผู้ส่งออก
อย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่า การประกาศกฎอัยการศึกจะส่งผลลบหรือบวกกับเศรษฐกิจไทย ต้องดูทหารที่มีอำนาจภายใต้กฎอัยการศึกจะปลดล็อกปัญหาทางการเมือง จัดให้มีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศได้หรือไม่
ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มองว่า การประกาศกฎอัยการศึกมีความละเอียดอ่อน ทหารควรดูแลแต่เรื่องความมั่นคง และเลี่ยงเข้าไปแทรกแซงปัญหาทางการเมือง เพราะอาจสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่เป็นผลกระทบให้เศรษฐกิจตกอยู่ในวังวนของวิกฤตการเมือง
เช่นเดียวกับ สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจการเมือง มองว่า การประกาศกฎอัยการศึกในระยะสั้นสร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอยู่บ้าง แม้ว่าจะทำให้ปัญหาการเมืองได้พักรบชั่วคราว ไม่ให้เกิดความรุนแรงจนกระทบเศรษฐกิจมากไปกว่านี้ แต่ในระยะต่อไปจะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจหรือไม่ ยังต้องตามดูว่าจะจัดตั้งรัฐบาลรูปแบบใด และรัฐบาลได้เป็นที่ยอมรับของฝ่ายต่างๆ ในการบริหารประเทศหรือไม่
แม้แต่ รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาเปิดเผยว่า หลังประกาศกฎอัยการศึกจะต้องดูว่าจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้หรือไม่ หากสามารถเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ได้ไวก็เป็นผลดีกับเศรษฐกิจ แต่ถ้ายังเลือกตั้งไม่ได้ ไม่มีรัฐบาลใหม่เศรษฐกิจไทยก็มีปัญหาแก้ไม่ตก
ทั้งหมดจะเห็นว่าการปลดล็อกทางเศรษฐกิจที่แท้จริงยังอยู่ที่การมีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มมาบริหารประเทศ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของทหาร เพราะอำนาจภายใต้กฎอัยการศึกคือการดูแลความมั่นคง แต่ไม่ได้มีอำนาจในการตั้งรัฐบาลใหม่ และรัฐบาลรักษาการยังยืนยันทำหน้าที่บริหารประเทศต่อไปแม้จะมีอำนาจจำกัดก็ตาม
อย่างไรก็ตาม มีหลายฝ่ายมองว่า ทหารจะเป็นตัวกลางในการหารือกับฝ่ายต่างๆ แต่การประสานให้ทุกฝ่ายพอใจเป็นเรื่องที่ยังมองไม่เห็นฝั่ง เพราะหากทหารเป็นตัวกลางให้มีการตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นมาบริหารประเทศแทนรัฐบาลรักษาการได้อย่างรวดเร็วย่อมส่งผลดีกับเศรษฐกิจ เพราะรัฐบาลชั่วคราวมีอำนาจเต็มในการจัดทำงบประมาณ 2558 และออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนได้ แต่ปัญหาคือกลุ่มมวลชนเสื้อแดงคัดค้านแนวทางนี้มาตลอด รัฐบาลชั่วคราวจึงอาจจะมีปัญหาขัดแย้งกับมวลชนเสื้อแดงจนบริหารเศรษฐกิจไม่ราบรื่น
แต่หากทหารเป็นตัวกลางจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ เศรษฐกิจจะตกอยู่ในภาวะสุญญากาศภายใต้รัฐบาลรักษาการชุดนี้ต่อไป รวมทั้งต้องเผชิญกับการต่อต้านการเลือกตั้งของกลุ่ม กปปส. จนไม่สามารถตั้งรัฐบาลใหม่ได้ เศรษฐกิจไทยก็ยังตกอยู่ในหล่มวิกฤตเหมือนเดิม
การประกาศกฎอัยการศึกจึงยังไม่เห็นผลดีต่อเศรษฐกิจ ตราบใดที่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลใหม่ให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ และหากประกาศกฎอัยการศึกถูกใช้เป็นเวลานานเท่าไหร่ ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนก็จะยิ่งลดลงไปเรื่อยๆ
นักลงทุนต่างประเทศยังเห็นว่าหากการประกาศกฎอัยการศึกไม่สามารถแก้วิกฤตทางการเมือง จะทำให้มีความเสี่ยงต้องใช้มาตรการที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของต่างชาติและจะส่งผลร้ายกับเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
ลำพังก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกติดลบ 0.6% และทั้งปีจะขยายตัวได้ 1.52.5% เท่านั้น ภายใต้เงื่อนไขชัดเจนว่าหากมีรัฐบาลใหม่ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ ก็มีโอกาสขยายตัว 2.5% แต่หากไม่มีรัฐบาลใหม่เศรษฐกิจก็จะขยายตัวได้เพียง 1.5% เท่านั้น
ขณะที่กระทรวงการคลังประเมินว่า หากปีนี้ยังไม่มีรัฐบาลใหม่บริหารประเทศ จะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวติดลบ นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมาก ทั้งการปิดกิจการของภาคเอกชน เพราะขาดทุน การเลิกจ้างงาน หนี้เสียของสถาบันการเงิน ประเทศถูกลดอันดับเครดิต นำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่
ทั้งหมดจะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยจะอยู่หรือไปก็อยู่ที่วิกฤตทางการเมืองจะแก้ไขได้เร็วหรือล่าช้า จึงไม่ต้องแปลกใจที่การประกาศกฎอัยการศึกของทหารครั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่าเป็นโอกาสที่จะปลดล็อกทางการเมืองและเศรษฐกิจไปพร้อมกัน เพราะทั้งสองเรื่องนับวันยิ่งแยกไม่ออก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความเสี่ยงเป็นเดิมพันสูงเช่นกัน
จึงยังคงต้องจับตาว่า การประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้ ที่ถือว่าเป็นการใช้ยาแรงในการแก้ปัญหาทางการเมือง จะส่งผลข้างเคียงให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้น หรือแพ้ยาจนย่ำแย่ลงกว่าเดิม







