
หมดยุคมืดอินเดียนายกฯใหม่มุ่งฟื้นชีพเศรษฐกิจ
การคว้าชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ของอดีตพรรคฝ่ายค้าน ภารติยะ ชนตะ (บีเจพี) ที่นำโดย นเรนทรา โมดี
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
การคว้าชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ของอดีตพรรคฝ่ายค้าน ภารติยะ ชนตะ (บีเจพี) ที่นำโดย นเรนทรา โมดี ดูเหมือนจะเป็นข่าวดีที่สุดในรอบปีสำหรับเศรษฐกิจอินเดียไปเสียแล้ว โดยดัชนีตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวสูงขึ้นไปทำสถิติรอ ถึงแม้ว่า โมดี จะยังไม่ประกาศนโยบายที่ชัดเจนก็ตาม โดยไปทำสถิติใหม่ที่ 25,375.63 จุด เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่สกุลเงินรูปีแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 11 เดือน ที่ 58.63 รูปีต่อเหรียญสหรัฐ นับเป็นข่าวดีสำหรับประเทศที่เศรษฐกิจซบเซามานานไม่น้อยทีเดียว
ชัยชนะของอดีตพรรคฝ่ายค้านนี้ นับว่าไม่ธรรมดาทีเดียว เนื่องจากสามารถคว้าที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรไปได้เกินครึ่ง ถึง 282 ที่นั่ง จากทั้งหมด 545 ที่นั่ง นับเป็นการเปิดโอกาสให้พรรคบีเจพีสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวเป็นได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบ 30 ปี ซึ่งส่งผลให้พรรคอยู่ในฐานะที่แข็งแกร่งอย่างเพียงพอที่จะดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจตามที่ได้ให้สัญญากับประชาชนไว้โดยสะดวก
นอกจากนี้ ชัยชนะครั้งสำคัญในครั้งนี้ยังแสดงว่าคนอินเดียต้องการการปฏิรูปให้รัฐบาลมีนโยบายที่แน่นอนและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากที่ต้องเผชิญกับปัญหานโยบายที่ขาดตอน ความล้มเหลวในการยกระดับชีวิตประชาชน และปัญหาการทุจริตที่แพร่ระบาดไปทั่วประเทศ ภายใต้การปกครองที่นำโดยพรรคคองเกรสแห่งอินเดีย ที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนานตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1947 หรือกว่า 67 ปี
เนื่องจากพรรคคองเกรสยังมีนโยบายแนวอนุรักษนิยมที่ไม่ค่อยเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ โดยอินเดียมีนโยบายปิดกั้นการลงทุนในภาคค้าปลีกจากต่างชาติโดยเด็ดขาด นอกจากนี้บรรดาธุรกิจจากต่างชาติยังต้องประสบกับปัญหาความล่าช้าทางราชการในการอนุมัติการประกอบกิจการในอินเดีย เห็นได้จากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) จัดอันดับให้ความง่ายในการทำธุรกิจในอินเดียเป็นในอันดับที่ 134 จากทั้งหมด 189 อันดับ
ยิ่งไปกว่านั้น พรรคยังมีนโยบายประชานิยมอย่างสุดโต่ง เห็นได้จากการที่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคคองเกรสปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการพร้อมกับปรับเพิ่มสวัสดิการ ทั้งๆ ที่สภาพเศรษฐกิจอินเดียกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2009 อยู่ก็ตาม นอกจากนี้ยังมีนโยบายประชานิยมอื่นๆ ทั้งอุดหนุนราคาสินค้าและราคาพลังงานภายในประเทศ โดยค่าใช้จ่ายของนโยบายประชานิยมเหล่านี้ คิดเป็น 15% ของงบประมาณประจำปีเลยทีเดียว ส่งผลให้ภาวะคลังของรัฐบาลขาดดุลอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน และการบริการสาธารณะในอินเดียยังไม่ค่อยดีนัก ส่งผลให้แดนภารตประสบปัญหาความล่าช้าในการขนส่ง จนเกิดความเสียหายต่อสินค้าที่ต้องการความสดใหม่ เช่น อาหาร
และที่สำคัญที่สุด อินเดียกำลังประสบปัญหาตัวเลขว่างงานที่สูงมาก โดยสูงถึง 8.5% ในปี 2012 ที่ผ่านมา เนื่องจากอินเดียมีจำนวนประชากรภายในประเทศสูง โดยประมาณมีถึง 1,270 ล้านคน นับเป็นประเทศที่มีประชากรสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ตำแหน่งงานกลับไม่สอดคล้องกับจำนวนประชากร
สภาพเศรษฐกิจอินเดียจึงไม่แข็งแกร่งนัก ถึงแม้จะเป็นประเทศกลุ่มบริกส์ที่นักวิเคราะห์หลายสำนักคาดว่าจะขึ้นมาเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกแทนกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วก็ตาม ทั้งนี้ เศรษฐกิจอินเดียในไตรมาสแรกของปี 2014 ขยายตัวเพียง 5% เท่านั้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งแย่ลงจากในปี 2011 ที่ขยายตัวกว่า 9% ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อในอินเดียยังสูงถึง 8.59% ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา
ปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมานี้ฉายภาพให้เป็นว่าอินเดียเป็นประเทศที่สภาพเศรษฐกิจไม่แข็งแกร่งมากนัก และเห็นได้ชัดอย่างยิ่งหลังจากที่อินเดียไม่สามารถต้านทานภาวะเงินทุนไหลออกอย่างรุนแรงในช่วงของการปรับลดการใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) โดย วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า อินเดียเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเป็นอันดับ 2 จากภาวะเงินทุนไหลออกในขณะนั้นเลยทีเดียว
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ที่พรรคฝ่ายค้านสามารถชนะพรรครัฐบาลที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนานได้ จะนำพาความหวังมาสู่ประชาชนชาวอินเดียทั้งมวล
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี โมดี ก็ไม่ใช่ผู้ที่ไร้ฝีมือแต่อย่างใด แต่เคยพิสูจน์ตัวเองมาแล้วในการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐคุชราตในสมัยที่ตนดำรงตำแหน่งเป็นมุขมนตรี จนทำให้เศรษฐกิจของรัฐนั้นขยายตัวอย่างรวดเร็วใกล้เคียงกับจีนถึงราว 10% ต่อปีเลยทีเดียว
โดยใช้วิธีผ่อนคลายกฎเกณฑ์การทำธุรกิจต่างๆ และลดขั้นตอนราชการที่ยุ่งยาก เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในรัฐ นอกจากนี้ยังดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน ขยายพื้นที่เมืองเพิ่มขึ้นอีก และบริหารงานแบบโปร่งใส
ขณะที่นโยบายของพรรคบีเจพีก็สอดคล้องกับนโยบายที่โมดีใช้บริหารรัฐคุชราตจนประสบความสำเร็จมาแล้วเช่นกัน โดย โมดี ประกาศว่า จะทำให้เอกชนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับลดบทบาทของรัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและให้เอกชนเข้ามามีบทบาทแทน และที่สำคัญที่สุดคือ การลดอัตราว่างงานลง ซึ่งนั่นหมายความว่าเศรษฐกิจอินเดียต้องโตอย่างน้อยปีล่ะ 78%
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ โมดี ยังไม่ได้ประกาศนโยบายที่ชัดเจนว่าจะดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจอินเดียไปในทิศทางใด ขณะที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายระบุตรงกันว่าอินเดียเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีความหลากหลายทางสังคม การปฏิรูปขนานใหญ่อาจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายดายนัก บางอย่างอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี แต่บางกรณีอาจต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษ
“อินเดียเปรียบเสมือนเรือลำใหญ่ที่อาจต้องใช้เวลานานในการเปลี่ยนทิศทาง” กันจัน เบกลา ผู้บริหาร บริษัท อมฤต เวนเจอร์ ที่ปรึกษาการลงทุนในอินเดีย จากแคลิฟอร์เนีย ระบุ
นอกจากนี้ สิ่งที่ยังเป็นชนักติดหลังนายกรัฐมนตรีอินเดียผู้นับถือฮินดูผู้นี้ คือกรณีมีส่วนเกี่ยวข้องในการเกิดจลาจลต่อต้านชาวมุสลิมในรัฐคุชราตเมื่อปี 2002 ในสมัยที่ตนดำรงตำแหน่งเป็นมุขมนตรี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมกว่า 1,000 คน แม้ปัจจุบันศาลอินเดียจะระบุว่าไม่มีหลักฐานยืนยันก็ตาม แต่การก้าวขึ้นมาของ โมดี ก็ทำให้เกิดความกังวลในชุมชนชาวมุสลิมไม่น้อย
ทั้งนี้ มีผู้นำหลายคนบนโลกที่ประชาชนหวังว่าจะขึ้นนำความเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของตนไปในทางที่ดีขึ้น แต่ก็ไม่สามารถสร้างฝันให้เป็นจริงได้เช่นเดียวกับตอนหาเสียง เช่นเดียวกับประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่ขึ้นมาพร้อมกับคำขวัญ เปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เราต้องการ (เชนจ์ วีนีด) แต่ก็ไม่สามารถทำได้ดังที่สัญญาไว้
โมดี จะนำรัฐนาวาอินเดียไปทิศทางใด จึงเป็นที่น่าจับตามองไม่น้อยทีเดียว สำหรับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของเอเชียแห่งนี้







