posttoday
ความเสี่ยงรอบด้านวุฒิสภาตั้งนายกฯสะดุด

ความเสี่ยงรอบด้านวุฒิสภาตั้งนายกฯสะดุด

20 พฤษภาคม 2557

เป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์แล้วสำหรับความพยายามของวุฒิสภาในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง

โดย...ทีมข่าวการเมือง

เป็นเวลาประมาณ 1 สัปดาห์แล้วสำหรับความพยายามของวุฒิสภาในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง แม้ว่า สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 จะยังไม่ได้รับตำแหน่งประธานวุฒิสภาอย่างเป็นทางการก็ตาม ท่ามกลางเสียงชื่นชมและเสียงติติงอย่างมีนัยสำคัญ

เสียงชื่นชมนับว่ามีไม่น้อย หลังจากได้ใช้กระบวนการทางรัฐสภาเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ไล่มาตั้งแต่การเปิดประชุมวุฒิสภานอกรอบ มาจนถึงการพบกับผู้นำองค์กรต่างๆ ทั้งองค์กรอิสระ ศาล และภาคเอกชน ซึ่งต่างมีข้อสรุปตรงกันว่าต้องการให้ประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่โดยเร็วเพื่อให้เข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่นับวันจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น

ส่วนเสียงติติงก็ถือว่ามีไม่น้อยไปกว่าเสียงชื่นชม โดยเฉพาะการตั้งข้อสังเกตว่ามีความเหมาะสมที่วุฒิสภาเปิดให้ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการ กปปส. เข้ามาปิดห้องคุยกับสุรชัยถึงที่รัฐสภา ก่อนที่จะมีประกาศจากวุฒิสภาว่าในวันที่ 16 พ.ค. วุฒิสภาจะมีบทสรุปถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในทางออกที่วุฒิสภาเตรียมไว้ คือ การหาช่องทางแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยวุฒิสภา

“วุฒิสภาพร้อมที่จะทุ่มเททำงานอย่างต่อเนื่อง โดยจะนำความเห็นและข้อแนะนำจากทุกภาคส่วนมาพิจารณาในการประชุมตามข้อบังคับของวุฒิสภาเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในระดับสากล และประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยโดยเร็ว ภายใต้หลักการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน” ส่วนหนึ่งจากแถลงการณ์วุฒิสภาเมื่อวันที่ 16 พ.ค.

จากแถลงการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามตามขึ้นมาว่า “วุฒิสภาจะกล้าแต่งตั้งนายกฯ จริงหรือไม่”

ประเด็นนี้กลายเป็นข้อพิพาทหลักที่วุฒิสภาได้ถกเถียงกันมาตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่ 16 พ.ค. จนมาถึงวันที่ 19 พ.ค. โดยมีสองฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ฝ่าย สว.ที่แนบแน่นกับ กปปส.ต่างเสนอให้ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าควรให้สุรชัยนำชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ทูลเกล้าฯ ทันที เนื่องจากมองว่าสถานะทางกฎหมายของคณะรัฐมนตรีได้สิ้นสุดลงแล้วนับตั้งแต่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผนวกกับในอดีตเคยมีกรณีของการแต่งตั้ง สัญญา ธรรมศักดิ์ และ อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรอให้คณะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ลาออกจากตำแหน่งก่อน เพราะทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ก็ไม่เคยมีการรอให้คณะรัฐมนตรีชุดเก่าลาออกก่อนแม้แต่ครั้งเดียว

ขณะที่ สว.อีกฝ่ายซึ่งไม่ใช่ฝ่ายเลือกตั้ง ถึงจะเห็นด้วยกับการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามที่มีการเสนอเข้ามา แต่มีปัญหาในทางปฏิบัติอยู่พอสมควร กล่าวคือ เงื่อนไขที่นำไปสู่การตั้งนายกฯ อย่างการให้คณะรัฐมนตรีลาออกนั้นยังไม่เกิดขึ้น

เดิมทีก่อนหน้านี้ได้เตรียมการกันเอาไว้แล้วว่า หากศาลรัฐธรรมนูญตีความหลักความรับผิดชอบร่วมกันอย่างเคร่งครัดจนนำมาสู่การวินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เพราะจะเป็นผลให้เกิดสุญญากาศทันที และความชอบธรรมที่วุฒิสภาจะอาศัยรัฐธรรมนูญมาตรา 132 (2) ว่าด้วยอำนาจการแต่งตั้งบุคคลมาดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาเทียบเคียงเพื่อตั้งนายกรัฐมนตรีได้

แต่เมื่อคำวินิจฉัยออกมาในแบบภาวะกึ่งสุญญากาศ วุฒิสภาจึงจำเป็นต้องพับแผนดังกล่าวไปก่อน ประกอบกับความกังวลของวุฒิสภาเองที่เกรงว่าหากหักหาญตัดสินใจตั้งนายกรัฐมนตรีภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งเช่นนี้อาจมีปัญหาในเชิงละเอียดอ่อนเกิดขึ้น

ทั้งนี้ วุฒิสภาเคยมีบทเรียนมาแล้วจากการนำเรื่องการนำชื่อบุคคลที่ได้รับการเลือกจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ทั้งที่ยังมีปัญหาว่าวุฒิสภาได้ดำเนินการถูกต้องตามรัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อปี 2549

ครั้งนั้นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 กำหนดให้คณะกรรมการสรรหาต้องเสนอผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจำนวน 18 คนให้วุฒิสภา เพื่อให้วุฒิสภาลงมติเลือกให้เหลือ 9 คน ปรากฏว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก หนึ่งในผู้ผ่านการสรรหาได้ขอถอนตัวจากการชิงตำแหน่ง ทำให้เหลือผู้ผ่านการสรรหาจำนวน 17 คน

ทว่าวุฒิสภายังคงเดินหน้าลงมติเลือกบุคคลให้เหลือ 9 คนต่อไป และนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ สุดท้ายสำนักราชเลขาธิการได้มีหนังสือให้วุฒิสภาพิจารณาทบทวนให้ถูกต้อง

จากบทเรียนครั้งสำคัญในอดีต จึงไม่ต่างอะไรกับการเตือนให้วุฒิสภากลับมาพิจารณาเรื่องการตั้งนายกรัฐมนตรีให้รอบคอบอีกครั้ง และด้วยบทเรียนจากปัญหาข้อกฎหมายในอดีตและสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันเช่นกันที่ทำให้วุฒิสภาได้แต่ประชุมนอกรอบซื้อเวลาเท่านั้น

ถึงแม้ใจหนึ่งวุฒิสภาอยากจะเลือกนายกรัฐมนตรีขนาดไหน แต่เมื่อไม่มีใครกล้าให้หลักประกันว่าเมื่อวุฒิสภาตัดสินใจลงมือทำแล้วจะไม่เกิดปัญหาตามมา วุฒิสภาจึงทำได้ดีที่สุดแค่การใช้กลไกรัฐสภาเพื่อเปิดพื้นที่ของการมีส่วนร่วมอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะเกิดเงื่อนไขและความชอบธรรมที่สมบูรณ์พอที่จะเอื้อให้วุฒิสภาดำเนินการตั้งรัฐบาล

ดังจะเห็นได้จากท่าทีของ สว.หลายรายในระหว่างการแถลงข่าวผลการประชุม สว.นอกรอบเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่เสมือนหนึ่งยอมรับสภาพแล้วว่าเส้นทางการตั้งรัฐบาลใหม่ด้วยหนทางนี้มีความเป็นไปได้น้อยลงเข้าไปทุกที

“หากสถานการณ์เอื้ออำนวยและถึงโอกาสที่สามารถทำได้ เราก็พร้อมจะทำให้มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มทันทีภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ” สาระสำคัญจากการแถลงข่าวโดย วันชัย สอนศิริ สว.สรรหา โฆษกคณะทำงานประสานงานองค์กร ที่เสมือนหนึ่งยอมจำนน

เพียงแต่เวลานี้ต้องทำใจดีสู้เสือเพื่อรอจังหวะและเงื่อนไขให้เกิดความสุกงอมที่วุฒิสภาจะมีความชอบธรรมในการทำหน้าที่ตั้งนายกรัฐมนตรีเท่านั้น โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเวลาแห่งความชอบธรรมที่ว่านั้นจะมาในวันไหน ภายใต้เงื่อนไขการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของ กปปส.ในสัปดาห์นี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท