posttoday
การบริหารความเสี่ยงส่วนบุคคล

การบริหารความเสี่ยงส่วนบุคคล

20 พฤษภาคม 2557

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อนของผมคนหนึ่งเป็นนักเล่นหุ้น หรือพูดให้เพราะหน่อยคือเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นบอกผมว่า วันเสาร์อาทิตย์รุ่งขึ้นเขาคงนอนหลับสบาย เพราะได้ตัดสินใจขายหุ้นที่ถืออยู่ในมือออกไปหมดแล้ว เพราะไม่มั่นใจว่าวันจันทร์สัปดาห์ถัดไปอะไรจะเกิดขึ้น

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อนของผมคนหนึ่งเป็นนักเล่นหุ้น หรือพูดให้เพราะหน่อยคือเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นบอกผมว่า วันเสาร์อาทิตย์รุ่งขึ้นเขาคงนอนหลับสบาย เพราะได้ตัดสินใจขายหุ้นที่ถืออยู่ในมือออกไปหมดแล้ว เพราะไม่มั่นใจว่าวันจันทร์สัปดาห์ถัดไปอะไรจะเกิดขึ้น

ผมไม่ได้ถามเขาต่อว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันจันทร์สัปดาห์นี้ แต่ถามเขาว่าถ้าเล่นหุ้นแล้วนอนไม่หลับจะเล่นไปทำไม เขาไม่ได้ตอบ แล้วผมก็ไม่ได้ถามต่อ เพราะกลัวจะเสียเพื่อน

แต่การสนทนาวิสาสะครั้งนี้ ทำให้ผมได้ความคิดขึ้นมาว่า ในขณะที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมาก และมีการพูดเรื่องการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจกันอย่างแพร่หลาย จนดูเหมือนว่าภาคธุรกิจเท่านั้นที่มีความเสี่ยง และการบริหารความเสี่ยง

ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นครับ เพราะคนธรรมดาเดินดินกินข้าวแกงทุกคน ต่างต้องแบกรับความเสี่ยงทุกคนจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่บ้านเมืองกำลังมีปัญหาอย่างเช่นในปัจจุบัน

อะไรคือความเสี่ยงส่วนบุคคล ลองคิดดูเล่นๆ ก็ได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับครอบครัวๆ หนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยพ่อ แม่ และลูกในวัยเรียนอีก 2 คน ถ้าพ่อซึ่งเป็นผู้นำครอบครัวและเป็นคนคนเดียวในครอบครัวที่ออกไปทำงานมาหาเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวทั้งหมด เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ในโรงพยาบาล ซ้ำร้ายพอออกจากโรงพยาบาลแล้วพิการทำงานไม่ได้ หรือเกิดถูกปล้นชิงทรัพย์ ขโมยขึ้นบ้าน หรือขาดทุนจากการลงทุน ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีโดยสภาพการเงินที่ได้ไปกู้เงินมาลงทุน

เพราะฉะนั้น จึงพอจัดกลุ่มความเสี่ยงส่วนบุคคลได้คร่าวๆ ดังนี้ คือ กลุ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพ กลุ่มความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุ อุบัติภัยต่างๆ กลุ่มความเสี่ยงด้านชีวิตครอบครัว เช่น การหย่าร้าง แต่งงาน หรือส่งลูกเรียนต่อต่างประเทศ และกลุ่มความเสี่ยงจากการลงทุน การประกอบอาชีพ และวิชาชีพ

ประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือพวกฝรั่งหัวแดงทั้งหลาย ให้ความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยงของบุคคลทั่วไป หรือที่เขาเรียกว่า การบริหารความเสี่ยงส่วนบุคคล (Personal Risk Managament) มาก ทั้งนี้เนื่องจากเขาอยู่ในสังคมที่ต้องดูแลตัวเอง ต้องรับผิดชอบต่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัว ผิดกับสังคมไทยซึ่งในอดีตเป็นสังคมที่เกื้อกูลกัน เกิดอะไรขึ้นมีคนช่วยเหลือ ซึ่งในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าก้าวหน้าไปสู่ระบบตัวใครตัวมันเหมือนสังคมตะวันตก แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงภัยหรือความเสี่ยงที่มากับระบบนั้น รวมทั้งวิธีการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบเท่าที่ควร

เพื่อช่วยให้ความคิดในการประเมินความเสี่ยงส่วนบุคคล มีวิธีประเมินความเสี่ยงส่วนบุคคลที่ทำง่ายๆ น่าทดลองทำอยู่วิธีหนึ่ง ดังนี้

ขั้นที่ 1 ลองคิดดูว่าในกลุ่มความเสี่ยงส่วนบุคคล 4 กลุ่มที่ได้กล่าวมาแล้ว คือ ด้านสุขภาพ ด้านพิบัติภัย ด้านชีวิตครอบครัว และด้านการลงทุนนั้น ความเสี่ยงอะไรบ้างที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะกระทบถึงฐานะการเงินของเราแต่ละคน เช่น การเจ็บไข้ได้ป่วย การได้รับอุบัติเหตุต่อร่างกายและทรัพย์สิน การตกงานถูกเลิกจ้าง รายได้ลดลงเพราะนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างล่วงเวลา การถูกฟ้องร้องดำเนินคดี การถูกเบี้ยวหนี้ สัญญาเช่าบ้านหรือสำนักงานหมดอายุ และความเป็นไปได้ที่รายจ่ายจะเพิ่มขึ้น เพราะกำลังจะมีสมาชิกคนใหม่ในครอบครัว เป็นต้น

เมื่อรวบรวมความเสี่ยงได้ใน 4 กลุ่มความเสี่ยงที่ว่านี้แล้ว ก็นำความเสี่ยงมาเรียงลำดับรวมกัน 1 2 3... ไปจนครบทุกประเภท

ขั้นที่ 2 ประเมินผลกระทบความเสี่ยงแต่ละประเภทดังนี้

1) ความเสี่ยงที่ถ้าเกิดขึ้นจะกระทบต่อฐานะทางการเงินของท่านอย่างรุนแรงมาก อาจถึงขั้นทำให้ท่านล้มละลายได้

2) ความเสี่ยงที่กระทบต่อฐานะการเงินของท่านอย่างรุนแรง อาจทำให้ท่านจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสไตล์การดำรงชีพเพื่อความอยู่รอด

3) ความเสี่ยงที่กระทบต่อฐานะการเงินของท่านค่อนข้างรุนแรง จำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างถูกวิธี เพื่อประคองตัวให้รอดไปได้

4) ความเสี่ยงที่กระทบถึงท่านไม่มาก สามารถดูแลตัวเองได้จากเงินทองทรัพย์สินที่มีอยู่

ขั้นที่ 3 ประเมินความเป็นไปได้ หรือโอกาสที่ภัยหรือความเสี่ยงแต่ละประเภทจะเกิดขึ้นกับท่าน ดังนี้

1) ภัยหรือความเสี่ยงที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เช่น ภัยจากการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ถ้าท่านไม่จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ให้สถาบันการเงิน

2) ภัยที่โอกาสสูงที่จะเกิด เช่น ภัยจากการถูกให้ออกจากงาน ถ้าทำงานไม่เข้าเป้าที่นายจ้างกำหนด หรือบริษัทมีฐานะไม่มั่นคง

3) ภัยที่มีโอกาสที่จะไม่เกิด เช่น ภัยจากอุบัติเหตุร้ายแรง หรืออัคคีภัย

4) ภัยที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เช่น แผ่นดินไหว หรืออุทกภัยในเขตกรุงเทพฯ ชั้นใน เป็นต้น

ขั้นที่ 4 นำความเสี่ยงทุกประเภทเข้าตารางเปรียบเทียบความรุนแรงของความเสี่ยงและโอกาสที่จะเกิด ตามตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างเช่น ความเสี่ยงด้านสุขภาพอาจกระทบด้วยความเสี่ยงจากการเจ็บไข้ได้ป่วยจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การผ่าตัดใหญ่ การพิการ หรือการเสียชีวิต

ความเสี่ยงด้านอุบัติภัย อาจประกอบด้วยการถูกขโมยขึ้นบ้าน การถูกปล้นชิงทรัพย์ อุบัติเหตุไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว

ความเสี่ยงด้านชีวิตครอบครัว อาจประกอบด้วยการแต่งงาน การหย่าร้าง การมีบุตรธิดา การส่งลูกเข้าเรียนมหาวิทยาลัย หรือศึกษาต่อในต่างประเทศ

ความเสี่ยงด้านการลงทุนและการประกอบอาชีพ เช่น การตกงาน ถูกโยกย้าย ถูกฟ้อง ร้องด้านวิชาชีพ และการถูกฉ้อโกง เป็นต้น

เมื่อทำตารางเรียบร้อยแล้ว ก็กาเครื่องหมายอะไรก็ได้ลงไปในช่องวงกลมที่ทำไว้ หรือจะใช้ตัวเลข 14 ก็ได้ โดยช่องแรกหรือหมายเลข 1 ในช่องความรุนแรงที่กระทบต่อฐานะการเงิน ถือว่ามีความรุนแรงสูงสุด และในช่องโอกาสที่จะเกิดก็เช่นเดียวกัน คือ ช่องแรกหรือหมายเลข 1 เป็นช่องที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด ไปจนถึงช่องสุดท้ายหรือหมายเลข 4 ตามลำดับ

เมื่อทำเสร็จเรียบร้อย ท่านจะทราบว่าในชีวิตของท่านและครอบครัว ความเสี่ยงประเภทไหนเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงสูงสุดต่ำสุด และโอกาสหรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นเป็นตัวท่านและครอบครัว

เมื่อประเมินความเสี่ยงเรียบร้อยแล้ว ท่านสามารถที่จะเลือกวิธีบริหารความเสี่ยงได้ 4 วิธีด้วยกัน คือ

1) รับความเสี่ยงไว้เอง (ความเสี่ยงต่ำ โอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อย หรือความเสี่ยงสูง แต่ท่านไม่สามารถทำอย่างอื่นเพื่อลดความเสี่ยงลงได้)

2) ผ่อนถ่ายความเสี่ยง ออกไปให้คนอื่น เช่น บริษัทประกันภัย

3) ดูแลความเสี่ยงเป็นพิเศษ และลดความเสี่ยงลง

4) ขจัดความเสี่ยงออกไป

แน่นอนว่า ความเสี่ยงที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษว่าจะต้องบริหารอย่างไร คือความเสี่ยงที่อาจกระทบถึงฐานะการเงินอย่างรุนแรงมาก และมีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุดในชีวิตจริงของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน เช่น ความเสี่ยงจากการตกงานของท่าน ถึงทำงานอยู่ในบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศหรือของโลก มีโอกาสที่จะปิดกิจการหรือลดขนาดลง กับความเสี่ยงของข้าราชการที่รับราชการอยู่ย่อมไม่เท่ากัน หรือถ้าท่านเผอิญมีฐานะมั่นคง ความรุนแรงจากการตกงานก็ไม่เท่ากับคนที่ต้องปากกัดตีนถีบไปวันหนึ่ง

แต่ที่เหมือนกัน คือ ความเสี่ยงนี้เป็นความเสี่ยงที่ท่านไม่สามารถขจัดออกไปได้ และไม่สามารถผ่องถ่ายโอนออกไปโดยการทำประกันภัยคุ้มครองการไม่มีงานทำร้อยเปอร์เซ็นต์ ท่านจึงจำเป็นต้องรับไว้เอง แต่สามารถที่จะลดความเสี่ยงลงโดยการหางานที่สองทำ เพิ่มคุณวุฒิการศึกษาและทักษะในการทำงาน ขยันทำงานขึ้นกว่าเดิมเพื่อช่วยบริษัทให้มีกำไรจะได้ไม่ปลดท่าน หรือให้สามีหรือภรรยาออกไปทำงานออกจากงาน เพื่อให้ครอบครัวมีรายได้ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตกงาน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ ภัยหรือความเสี่ยงที่มากับการมีรถยนต์ไว้ใช้ ถ้าท่านซื้อรถยนต์ใหม่ป้ายแดงมาใช้ แน่นอนว่ารถคันนี้มีโอกาสที่จะถูกโจรกรรมข้ามไปขายชายแดน วิธีบริหารความเสี่ยงกรณีนี้ คือ การผ่องถ่ายความเสี่ยงต่อไปให้บริษัทประกันภัย โดยการทำประกันภัยชั้น 1 แต่ถ้ารถคันนี้ถูกใช้งานไปแล้วเกินกว่า 10 ปี ท่านอาจยกเลิกการทำประกันภัยชั้น 1 แล้วเข้าไปรับความเสี่ยงจากการที่รถถูกขโมยไว้เอง เพราะความเสียหายทางการเงินไม่มากเท่าความเสียหายเท่ารถที่ซื้อมาใหม่ถูกขโมย และความเป็นไปได้ที่รถจะถูกขโมยก็น้อยลง การทำประกันภัยชั้น 1 จึงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว หันมาทำประกันภัยชั้น 2 หรือชั้น 3 ที่ต่ำเพื่อลดค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาทท่านสามารถลดความเสี่ยงลงไปได้อีก โดยการคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขับรถ และขับรถตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด

แต่ถ้าไม่อยากรับความเสี่ยงเลย ท่านสามารถที่จะขจัดความเสี่ยงจากการมีรถยนต์ส่วนตัวได้ โดยการขายรถยนต์ออกไปแล้วหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าแทน เป็นต้น

ลองประเมินความเสี่ยงของท่านดูตามขั้นตอนแต่ละขั้นตอน แล้วพิจารณาว่าท่านได้ให้ความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยงส่วนตัวของท่านเท่ากับการบริหารความเสี่ยงให้บริษัทที่ทำงานแล้วหรือยัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท