posttoday
วอร์รูมพยุงเศรษฐกิจเอาไม่อยู่อุ้มไม่ไหว

วอร์รูมพยุงเศรษฐกิจเอาไม่อยู่อุ้มไม่ไหว

20 พฤษภาคม 2557

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

รายงานเศรษฐกิจไตรมาสแรก ปี 2557 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ระบุว่า ขยายตัวติดลบ 0.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 4 ปี 2556 ขยายตัว 2.1% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังดิ่งลงเหว จากผลกระทบการเมืองที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลาครึ่งปี และยังมีการประเมินว่า หากปัญหาการเมืองยังไม่ได้ข้อยุติ การขยายตัวไตรมาส 2 ปีนี้จะติดลบมากกว่าไตรมาสแรก ทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยในทางเทคนิคอีกครั้ง

สศช.ยังประเมินว่าทั้งปีเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.5-2.5% จากที่คาดว่าจะขยายได้ 34% ยิ่งแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้อาการหนัก เพราะกลายเป็นว่าปีนี้เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าปี 2556 ที่ขยายตัวได้ 2.9% ต่อปี

ความกังวลดังกล่าวทำให้กระทรวงการคลังนั่งไม่ติด รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ต้องเซ็นตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อดูแลเศรษฐกิจเป็นการเร่งด่วนในช่วงที่ประเทศยังไม่มีรัฐบาลใหม่อำนาจเต็มเข้ามาบริหาร โดยให้ สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นประธาน

เป้าหมายหลักเพื่อหามาตรการต่างๆ มาพยุงเศรษฐกิจให้พ้นจากวิกฤตทางการเมือง การไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศมานานถึงครึ่งปี และอาจจะไม่มีรัฐบาลใหม่ไปถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งอาจจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวไม่ถึง 2% ตามที่ สศช.คาดไว้ล่าสุด

ภารกิจของคณะทำงานชุดนี้ จึงเป็นการหามาตรการที่ทำได้จริงในทางปฏิบัติออกมากู้วิกฤตเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด ว่าไปแล้วก็มีแต่เพียงการเบิกจ่ายงบลงทุนเท่านั้น ที่เป็นเครื่องยนต์เดียวที่ยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ เพราะเครื่องยนต์อื่นๆ ดับจนหมดสิ้นพึ่งพาไม่ได้ เห็นได้จากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ สศช.แถลงออกมา ที่เครื่องยนต์ด้านการบริโภค การลงทุน รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐ ขยายตัวติดลบหมดจากผลกระทบทางการเมือง

แม้แต่การส่งออกที่เป็นความหวังเดียวของปีนี้ แต่ไตรมาสแรกก็ขยายตัวเพียงเล็กน้อย เพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้า ขณะที่ราคาสินค้าส่งออกลดลง การท่องเที่ยวของไทยก็ขยายตัวต่ำกว่าเป้า จากผลกระทบทางการเมืองที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหนีไปเที่ยวประเทศอื่น

สมชัย ระบุว่า คณะทำงานชุดนี้จะมีตัวแทนจากหน่วยงานที่สามารถดันมาตรการเพื่อให้เม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจให้ได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลังที่มีปลัดคลังนั่งเป็นที่ปรึกษา จะต้องเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนของปี 2557 จำนวน 4 แสนล้านบาท ให้รวดเร็วกว่าที่ทำมา

นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่ดูแลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจอีก 3-4 แสนล้านบาท ยังมีตัวองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีเม็ดเงินลงทุนอีกไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

รวมทั้งมีตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คณะทำงานจะให้ไปหารือกับธนาคารพาณิชย์ให้ปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี หากธนาคารพาณิชย์ไม่มั่นใจที่จะให้กู้ กระทรวงการคลังก็จะให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้าไปช่วยค้ำ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์เร่งปล่อยกู้กระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับแบงก์รัฐ กระทรวงการคลังจะให้มีการเร่งปล่อยสินเชื่อ และเข้าไปดูแลลูกค้าที่เริ่มมีปัญหาผ่อนชะระหนี้ เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ มาตรการทั้งหมดนี้คณะทำงานพิเศษหวังว่าจะสามารถต่อลมหายใจเศรษฐกิจ เพื่อรอให้มีรัฐบาลใหม่อำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศ

เมื่อพิเคราะห์จากการตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อดูแลเศรษฐกิจเป็นการเร่งด่วน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นการไม่อยู่เฉย ไม่ทำตัวเกียร์ว่าง ในช่วงเศรษฐกิจถูกแรงกระแทกจากการเมือง จากการมีแค่รัฐบาลรักษาการ จนเศรษฐกิจไทยเคว้ง หาทางเดินหน้าไม่เจอ

การตั้งคณะทำงานชุดนี้ขึ้นมาอย่างน้อยก็ทำให้เกิดความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเงินลงทุน และสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อ สามารถมาคุยกันลงลึกในระดับจุลภาคว่า ปัญหาของการเบิกจ่าย และการปล่อยสินเชื่ออยู่ที่ไหน เพื่อหาทางปลดล็อกไม่ให้เป็นอุปสรรคในการพยุงเศรษฐกิจอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ต้องทำใจว่าการตั้งคณะทำงานพิเศษชุดนี้อย่างเร่งด่วน คงไม่ได้เป็นยาวิเศษที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นจากอาการโคม่าได้ในชั่วข้ามคืน เพราะมาตรการที่คณะทำงานพยายามคิดค้นนั้น มีการแก้ไขมาหลายครั้งแต่ก็ไม่คืบหน้า โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบลงทุนทั้งภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เพราะช่วงที่เป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ ฝ่ายนโยบายต่างไม่กล้าเซ็น ฝ่ายปฏิบัติงานก็ไม่กล้าเดินหน้า ทำให้งบลงทุนค้างท่อหลายแสนล้านบาท

ขณะที่มาตรการปล่อยสินเชื่อ ในส่วนของแบงก์รัฐก็มีข้อจำกัด หลายธนาคารมีปัญหาจากหนี้เสียเพิ่มสูงขึ้น และเศรษฐกิจชะลอตัว ยิ่งทำให้หนี้เสียมีสัญญาณเพิ่มมากขึ้น ทำให้ไม่กล้าปล่อยกู้ใหม่ๆ ในช่วงนี้

เช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ ที่คณะทำงานจะให้ ธปท.ช่วยเจรจา ช่วยกล่อมให้ปล่อยกู้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะก่อนหน้านี้ธนาคารพาณิชย์ได้ยื่นเงื่อนไขให้ บสย.เข้าค้ำประกันลูกค้าที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้เพิ่มจาก 15% เป็น 50% เพื่อเป็นหลักประกันในการปล่อยกู้ แต่เงื่อนไขที่ก้าวกระโดดเช่นนี้คงรับได้ยาก รวมทั้งอาจจะต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ขณะที่ ครม.ชุดนี้เป็นเพียงชุดรักษาการ ไม่ใช่ตัวจริง

นอกจากนี้ ต้นตอแท้จริงของเศรษฐกิจที่ดิ่งลงเหว คือ ปัญหาการเมือง หากจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ ก็ต้องแก้ปัญหาการเมืองก่อนเป็นอันดับแรก หากแก้ไม่ได้ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ไม่ต่างกับการเข็นครกขึ้นภูเขา การหามาตรการดูแลเศรษฐกิจก็จะกลายเป็นงมเข็มในมหาสมุทร

ตามรูปการณ์ วิกฤตการเมืองไม่ได้ส่งผลกระทบเศรษฐกิจปีนี้เท่านั้น แต่จะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าเลวร้ายยิ่งกว่า ภายใต้เงื่อนไขไม่มีรัฐบาลใหม่ภายในสิ้นปีนี้ เพราะไม่สามารถจัดทำงบประมาณปี 2558 ทำให้การลงทุนนอกจากไม่เพิ่มแล้ว อาจจะลดลงอีก เพราะเอกชนเองก็จะหนีไปลงทุนประเทศอื่นที่มีความเสี่ยงการเมืองน้อยกว่าไทย ส่วนการส่งออกก็มีปัญหาหดตัวลง

ปัญหาที่รุมเร้านี้มีแนวโน้มจะลุกลาม จนทำให้เกิดปัญหาว่างงานและหนี้เสียของสถาบันการเงิน กลายเป็นปัญหาโครงสร้าง และก่อตัวเป็นวิกฤตรอบใหม่ของเศรษฐกิจไทย แม้ว่าจะมีการประเมินวิกฤตรอบใหม่ว่าจะไม่รุนแรงกว่าปี 2540 เพราะเศรษฐกิจขณะนี้แข็งแกร่งกว่าช่วงดังกล่าว แต่วิกฤตก็ไม่ควรเกิดขึ้น ถ้าปลดล็อกปัญหาทางการเมืองได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ คณะทำงานที่ตั้งขึ้นมาดูแลเศรษฐกิจเป็นการเร่งด่วนชุดนี้ จึงทำได้แค่ยืดลมหายใจแค่เวลาสั้นๆ เท่านั้น หากปัญหาการเมืองที่เป็นต้นตอของทั้งหมดไม่ยุติเร็ววันนี้ คณะทำงานจะเก่งแค่ไหนก็เอาไม่อยู่ พยุงเศรษฐกิจไม่ไหวเหมือนกัน

เพราะปัญหามันใหญ่และลุกลามเกินไปกว่าที่จะให้หน่วยงานราชการมารับผิดชอบ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท