
26 พ.ค. ชี้ชะตา "สุเทพ"
การประกาศเคลื่อนไหวปิดเกมครั้งสุดท้ายวันที่ 26 พ.ค. ตามที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.
โดย...ทีมข่าวการเมือง
การประกาศเคลื่อนไหวปิดเกมครั้งสุดท้ายวันที่ 26 พ.ค. ตามที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ถึงขั้นประกาศกร้าวพร้อมยอมเดินเข้ามอบตัวและสลายการชุมนุมหากแพ้ในศึกยกนี้ กำลังเป็นที่จับตาว่า กปปส. มี “หมัดเด็ด” อะไรที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านเดินหน้าสู่เป้าหมาย ขับไล่ระบอบทักษิณ ตั้งสภาประชาชน เดินหน้า “ปฏิรูป” ก่อน “เลือกตั้ง”
ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการเคลื่อนไหวตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา กปปส.ได้ปรับยุทธวิธี ยกระดับการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมใหญ่ที่มีมวลมหาประชาชนเรือนล้านออกมาร่วมชุมนุม การเดินแผนดาวกระจายนำมวลชนบุกปิดล้อมสถานที่ราชการ กดดันไม่ให้ข้าราชการทำงานรับใช้ระบอบทักษิณ แต่ทำได้มากสุดเพียงแค่กดดันให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศยุบสภาในวันที่ 9 ธ.ค.
ทว่า แม้จะเพิ่มแรงกดดันแต่ยังไม่อาจเดินหน้าตั้งรัฐบาลประชาชนอย่างที่ต้องการ เมื่อ ครม.รักษาการยังมีอำนาจตามกฎหมาย พร้อมประกาศลุยจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ พยายามเอาปัญหาความขัดแย้งข้างถนนให้กลับเข้ามาแก้ไขในระบบ แต่สุดท้ายผลจากการขัดขวางของ กปปส. ทำให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ต้องเป็นโมฆะตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการต่อเนื่องของ กปปส.อย่างการชัตดาวน์ กทม. ตั้งเวทีปิดกลางแยกสำคัญกลางกรุง ก็ยังไม่อาจทำให้รัฐบาลรักษาการลาออกเปิดทางตั้งรัฐบาลประชาชน จนต้องกลับมายุบรวมเวทีปักหลักที่สวนลุมพินีและเดินหน้าประสานหาแนวร่วมตามกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการกระทรวงต่างๆ ภาคธุรกิจ เอกชน รัฐวิสาหกิจ เพื่อรอคำวินิจฉัยชี้สถานภาพของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เปิดทาง “สุญญากาศ”
สุดท้าย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ พ้นสภาพไปพร้อมกับ 9 รัฐมนตรี แต่เมื่อรัฐมนตรีที่เหลืออีก 25 คน ยังคงสถานะรักษาการ ย่อมทำให้เส้นทางการเดินหน้าลุยตั้งนายกฯ คนกลางต้องสะดุด จนไม่อาจเดินหน้าไปสู่เป้าหมายของ กปปส.ได้ และต้องมาฝากความหวังไว้กับวุฒิสภา ที่ กปปส.ยืนยันว่า มีอำนาจเต็มในการแต่งตั้งนายกฯ ในช่วงกึ่งสุญญากาศนี้
ปัญหาคือสถานะของรัฐมนตรีรักษาการที่ยังมีอำนาจประคองสถานการณ์ ทำให้วุฒิสภายังต้องคิดหนักไม่อาจดึงดันตั้งนายกฯ คนกลางในทันทีตามคำเรียกร้องของ กปปส. ทำได้มากสุดแค่การยื่นข้อเสนอ 3 ข้อ แบ่งรับแบ่งสู้เรื่องการตั้งนายกฯ คนกลาง แก้วิกฤตความขัดแย้ง จนสุเทพต้องประกาศเดินหน้าลุยปิดเกมด้วยตัวเอง
แต่ส่องทิศทางความเคลื่อนไหวเบื้องต้นในช่วง 8 วันอันตรายนับจากนี้ ยังไม่เห็นว่าจะเดินหน้าไปสู่จุดหมายได้อย่างไร เริ่มตั้งแต่ปฏิบัติการทวงคืนอำนาจอธิปไตยด้วยการเคลื่อนไหวกดดันรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ให้ลาออกจากตำแหน่ง สร้างเงื่อนไขให้เกิดสภาพสุญญากาศ ปูทางไปสู่การแต่งตั้งนายกฯ คนกลาง
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะรัฐมนตรีแต่ละคนมีอำนาจหน้าที่รักษาการตามรัฐธรรมนูญ และยืนยันมาตลอดว่าไม่สามารถลาออกได้ ถึงแม้ กปปส.จะนำมวลชนไปเคลื่อนไหวกดดันแบบประชิดตัว ไล่ล่าไปตามบ้านพัก สถานที่ทำงาน หรือสถานที่ต่างๆ ก็ยากที่จะทำให้รัฐมนตรีเปลี่ยนใจมาลาออกได้ รูปแบบจึงอยู่ที่การใช้อดีตข้าราชการมาร่วมกดดันด้วยอีกแรง
แผนถัดมากับการเรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการไล่มาตั้งแต่ ปลัด อธิบดี อัยการสูงสุด ไปจนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ร่วมมือไม่ปฏิบัติงานกับรัฐบาลที่หมดความชอบธรรมในวันที่ 22 พ.ค.นั้น ในทางปฏิบัติคงยากที่ข้าราชการระดับสูงจะยอมมาร่วมมือ เพราะสถานะของ กปปส.เองก็ไม่ได้มีอำนาจถึงขั้นสามารถเรียกบิ๊กข้าราชการไปหารือได้ ขณะที่บางหน่วยงานเริ่มมีคำสั่งสกัดไม่ให้ความร่วมมือกับ กปปส. ขณะที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ส่งเสียงเตือนมายังข้าราชการที่จะเข้าร่วมหารือกับ กปปส.ว่าอาจเข้าข่ายสนับสนุนกบฏ
ไม้เด็ดที่พอจะสร้างความเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล จึงน่าจะอยู่วันที่ 2325 พ.ค. กับการลุกฮือครั้งใหญ่ของประชาชนทั้งประเทศ และครั้งสุดท้ายที่ประเมินแล้วจะต้องเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดของ กปปส. ทั้งในแง่จำนวนคนมาร่วมชุมนุมที่จะต้องมากเพียงพอจะแสดงพลังของมวลมหาประชาชนที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ดังจะเห็นจากเวลานี้ กปปส.เริ่มต่อสายไปยังกลุ่มก้อนต่างๆ ในสังคมให้ออกมาร่วมเคลื่อนไหว
โดยเฉพาะสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) การประปานครหลวง การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่จะเพิ่มน้ำหนักให้กับการเคลื่อนไหวยกสุดท้ายนี้ แม้เบื้องต้น กปปส.ยืนยันว่าจะไม่มีการปิดสถานที่ราชการ สถานีโทรทัศน์ ไม่มีการตัดน้ำตัดไฟ
แต่จากการประชุมวานนี้จะเริ่มเห็นทิศทางแนวการเคลื่อนไหว เริ่มตั้งแต่ออกแถลงการณ์ไม่ยอมรับอำนาจระบอบทักษิณ ขึ้นป้ายไม่ยอมรับอำนาจรัฐบาลและสนับสนุนรัฐบาลประชาชนให้สมาชิกแสดงสัญลักษณ์อารยะขัดขืนทั้งติดธงชาติ นกหวีด พร้อมนำสมาชิกเข้าร่วมปฏิบัติการกดดันรัฐมนตรีลาออก มาจนถึงข้อสุดท้ายคือการนัดหยุดงานตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.เป็นต้นไป แม้จะไม่ใช่การตัดน้ำตัดไฟ แต่การนัดหยุดงานย่อมส่งผลสะเทือนต่อภาพรวมของประเทศอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
“หากรัฐบาลยังไม่คืนอำนาจให้แก่ประชาชน เราจะมีการปฏิบัติการขั้นสูงสุด ที่แต่ละสหภาพแรงงานที่องค์กรแต่ละแห่งมีเครื่องมือที่จะปฏิบัติการขั้นสูงสุด เพื่อให้สำเร็จลุล่วงให้ประชาชนได้ประสบชัยชนะ เพราะฉะนั้นจึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีที่เหลืออยู่ให้ลาออก คืนอำนาจให้พี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน” ถ้อยแถลงของ สรส.ที่ยังอุบไต๋ว่ามีไม้เด็ดกดดันรัฐบาลรอบนี้ ยิ่งทำให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวรอบนี้จะเข้มข้นกว่าที่ผ่านมา
นอกจากแผนปฏิบัติการที่วางไว้แล้ว อีกด้านหนึ่งยังสอดรับกับความเคลื่อนไหวของวุฒิสภา ที่เบื้องต้นได้ข้อสรุป 3 ข้อ พร้อมเปิดทางเตรียมเลือกนายกฯ คนกลาง และวันนี้มีนัดหมายหารือกับ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ และเตรียมแถลงความชัดเจนอีกครั้งในวันที่ 20 พ.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นแรงบีบให้รัฐบาลรักษาการเวลานี้ต้องคิดหนักและเพิ่มน้ำหนักให้กับการเคลื่อนไหวของ กปปส.อีกทาง
ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมา สุเทพพยายามยืนยันอำนาจของวุฒิสภาว่ามีอำนาจและหน้าที่เลือกนายกฯ คนใหม่ เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญตามมาตรา 7, 132, 172, 173, 180
การเคลื่อนไหวในช่วง 8 วันอันตรายนับจากนี้ จึงถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญและครั้งสุดท้ายของสุเทพ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยจังหวะสุกงอมที่หากปล่อยให้ยืดเยื้อทอดเวลาออกไปนานกว่านี้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการเคลื่อนไหว ทำให้ กปปส.ต้องทุ่มทุกสรรพกำลังเพื่อปิดเกมให้ได้ในศึกสุดท้ายครั้งนี้







