
รัฐเร่งขายข้าวซ้ำเติมชาวนาทุกข์ 2 เด้ง
โล่งอกไปตามๆ กันสำหรับหัวขบวนที่สั่งเดินหน้าเคาะโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด 1.5 หมื่นบาทต่อตัน
โดย...จตุพล สันตะกิจ
โล่งอกไปตามๆ กันสำหรับหัวขบวนที่สั่งเดินหน้าเคาะโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ทั้ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ และ รมว.คลัง และนักคิด นักวิชาการ อีกหลายคน เพราะตอนนี้ “ลอยตัว” กันหมด ไม่ต้องรับผิดชอบต่อทุกข์ร้อนของชาวนาอีกแล้ว
เพราะภาระหนักตกอยู่บนบ่า นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ที่จำเป็นต้องเร่งขายข้าวแบบหัวหกก้นขวิด หาเงินมาจ่ายหนี้ที่ค้างชาวนา 7.2 แสนราย วงเงิน 8.4 หมื่นล้านบาท
แม้กระทั่ง ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ต้องรับหน้าเสื่อปฏิบัติหน้าที่ รมว.คลัง สั่งสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เร่งหาเงินกู้ 6 หมื่นล้านบาท มาจ่ายหนี้ข้าวให้ชาวนาทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่า “เป็นไปไม่ได้” ในยามนี้
ชาวนาในยามนี้จึงระทมทุกข์ 2 ซ้อน นอกจากจะยังไม่มีการจ่ายหนี้ค่าข้าวที่ไปจำนำกับรัฐแล้ว ผลพวงจากการเร่งระบายข้าวเดือนละ 8 แสน1 ล้านตัน เพื่อหาเงินจ่ายชาวนาเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท ยังส่งผลกระทบวงกว้างทำราคาข้าวไทยวันนี้ตกต่ำเรี่ยติดดิน ไม่คุ้มกับต้นทุนที่ปลูกข้าวไป
ข้อมูลจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า ราคาข้าวขาว 5% ของไทย ณ วันที่ 14 พ.ค. ราคาอยู่ที่ 389 เหรียญสหรัฐต่อตัน (ราคาเอฟโอบี) ลดลงจาก 450 เหรียญสหรัฐ ในช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา และลดลงจาก 557 เหรียญสหรัฐต่อตันในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตอกย้ำด้วยข้อมูลจาก Oryza.com ที่ล่าสุดวันที่ 16 พ.ค. ข้าวขาว 5% โค้ดราคาขายที่ 365-375 เหรียญสหรัฐต่อตัน “ถูก” กว่าข้าวขาว 5% ของเวียดนามที่โค้ดราคาขาย 405-415 เหรียญสหรัฐต่อตัน ต่างกันสูงถึง 40 เหรียญสหรัฐต่อตัน ราคาข้าวขาว 5% ของไทยยังต่ำกว่าของอินเดียและปากีสถาน ที่โค้ดราคาขายที่ประมาณ 420-430 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือถูกกว่าถึง 55 เหรียญสหรัฐต่อตัน
ทั้งที่เมื่อ 34 ปีก่อนจะมีโครงการรับจำนำข้าว ข้าวขาว 5% ของไทยราคาสูงกว่าข้าวเวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน 50-60 เหรียญสหรัฐต่อตัน เป็น “ค่าพรีเมียม” ของข้าวไทยที่ผู้นำเข้ายินยอมซื้อ เพราะข้าวไทยคุณภาพเหนือชั้นกว่า
“สาเหตุค่าพรีเมียมข้าวไทยหายไป เพราะ 1.รัฐบาลเร่งระบายข้าวจากสต๊อกในราคาต่ำ 2.ผู้ซื้อไม่เชื่อมั่นและระแวงคุณภาพข้าวไทยที่มีข่าวข้าวเน่า ข้าวเสื่อมสภาพในโกดังรัฐบาล และ 3.การรับจำนำข้าวทุกเมล็ดทำให้มีข้าวคุณภาพต่ำเข้าโครงการมาก” นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย ให้ความเห็น
แล้วอีกกี่ปีที่ราคาข้าวไทยจะกลับมาอยู่ในระดับที่ควรจะเป็นตามคุณภาพ ในเมื่อคู่แข่งอย่างเวียดนามเวลานี้มีนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม เพื่อส่งเสริมการปลูกข้าว ที่เน้นการลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมี เป้าประสงค์เพื่อให้ชาวนาเวียดนามมีกำไรเพิ่ม 20%
แต่ไทยยังไม่มีนโยบายส่งเสริมใดๆ ออกมา
ขณะที่ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาในระยะยาวกลับแขวนอยู่บนเส้นด้าย ท่ามกลางสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกในประเทศที่ทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่อง ราคาข้าวเปลือกเจ้าวันนี้อยู่ที่ 6,000 บาทต่อตัน ต่ำกว่าก่อนมีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นชาวนาขายข้าวได้เกือบ 1 หมื่นบาทต่อตัน
วิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย ให้ความเห็นว่า ชาวนาที่เก็บเกี่ยวข้าวนาปรังปีนี้หรือที่ปลูกข้าวนาปีในรอบต่อไป โดยเฉพาะข้าวเจ้ามีโอกาสขาดทุนสูง เพราะราคาขายไม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากรัฐบาลยังเร่งระบายข้าวแบบ “จีทูจีเก๊” กว่า 8 ล้านตัน ผ่านบริษัทในเครือข่ายรัฐบาลเพื่อไทย
“ตอนนี้ข้าวเปลือกแห้งในประเทศ โรงสีซื้อที่ราคา 7,000-7,300 บาทต่อตัน แต่ซื้อแล้วต้องเก็บไว้ เพราะถ้าเอามาสีแปรเป็นข้าวสารจะตกอยู่ที่ 400-410 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งไม่มีผู้ซื้อต่างประเทศมาซื้อ รอซื้อข้าวจากรัฐบาลดีกว่า” วิชัย กล่าว
ส่วนแนวทางส่งออกข้าวในรูปข้าวนึ่งแทบอยู่ในภาวะตีบตัน เพราะไนจีเรีย ผู้นำเข้ารายใหญ่ปีละเกือบ 3 ล้านตัน ยังไม่ลดภาษีนำเข้าที่จัดเก็บสูงถึง 110% อย่างที่เคยมีข่าวออกมา ทำให้พ่อค้าไทยและอินเดียที่กว้านซื้อข้าวเพื่อทำข้าวนึ่งส่งไนจีเรียถึง 5 แสนตัน หมดทุนที่จะซื้อข้าวใหม่
ปราโมทย์ วานิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย ประเมินว่า ราคาข้าวเปลือกเจ้าในช่วงฤดูนาปี 2557/2558 น่าจะทรงตัวอยู่ในราคา 8,000-8,500 บาทต่อตัน เพราะรัฐบาลน่าจะมีข้าวสารในสต๊อกเหลือน้อยแล้ว ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิและข้าวเปลือกเหนียว ราคาจะอยู่ที่ 1.31.4 หมื่นบาทต่อตัน
“ส่วนชาวนาจะทำนาแล้วขาดทุนหรือไม่ต้องอยู่ที่ฝีมือ เพราะบางคนมีต้นทุนทำนา 4,000 บาทต่อตัน แต่บางคนต้นทุนสูง 7,000-8,000 บาทต่อตัน” ปราโมทย์ กล่าว
แต่เพื่อแก้ปัญหาชาวนาในระยะยาว ปราโมทย์ เสนอว่า ต้องการลดพื้นที่ปลูกข้าว เพิ่มคุณภาพผลผลิต ตลอดจนการ “ย้าย” ชาวนาบางส่วนไปปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกัน เพราะการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดพิสูจน์แล้วว่าไม่มีใครเอาชนะกลไกตลาดได้
สำหรับชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรับจำนำข้าว ทั้งชาวนาที่รอให้รัฐจ่ายเงินค่ารับจำนำข้าวและชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนปลูกข้าวที่สูงขึ้นหลังเกิดโครงการรับจำนำข้าว เวลานี้ได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายชาวนาไทยและริเริ่มโครงการปลูกข้าวคุณภาพปลอดสารส่งขายในประเทศก่อนจะขยายไปถึงการส่งออก
เป้าหมายเพื่อให้ชาวนาพึ่งพาตัวเองได้
“ตอนที่ยังไม่มีโครงการรับจำนำ ต้นทุนปลูกข้าวอยู่ที่ 5,000 บาทต่อตัน แต่พอมีโครงการ ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรง ค่าเช่าที่นา เพิ่มขึ้นเป็น 8,000 บาทต่อตัน ถ้าเป็นอย่างนี้ชาวนามีแต่ขาดทุน เราต้องกลับมาพึ่งพาตัวเอง และตอนนี้ชาวนาได้รวมตัวเป็นเครือข่ายผลิตข้าวถุงขายตรงให้ผู้บริโภค อย่างนี้เราอยู่ได้” ระวี รุ่งเรือง ประธานเครือข่ายชาวนาไทย กล่าว
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าโครงการอุดหนุนการปลูกข้าวของทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นโครงการประกันรายได้ที่ใช้เงินปีละ 5.3 หมื่นล้านบาท หรือโครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่ขาดทุนปีละ 2 แสนล้านบาท ไม่ได้ทำให้ชาวนาเข้มแข็งขึ้น
แต่กลับทำให้ชาวนาจะมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากมากขึ้น หลังจากรัฐบาลไม่มีโครงการอุดหนุนแล้ว
ในยุคของการปฏิรูป รัฐบาลใหม่ต้องทบทวนและตั้งหลักให้ดีว่าจะทุ่มเงินนับแสนล้านบาทเพื่อซื้อคะแนนนิยม หรือสร้างชีวิตที่ดีกว่าให้ชาวนา







