
เอกชนฟันธง26พ.ค.ไม่จบ
เชื่อการเมืองยังยืดเยื้อ/ต้องเจรจาถึงจบคาดเศรษฐกิจปีนี้0%หรือแย่สุดติดลบ
เชื่อการเมืองยังยืดเยื้อ/ต้องเจรจาถึงจบคาดเศรษฐกิจปีนี้0%หรือแย่สุดติดลบ
ภาคเอกชนไม่เชื่อการเมืองจบ 26 พ.ค.นี้ หอการค้าฯ ชี้ยืดเยื้อปีนี้ไม่โต ส.อ.ท.แนะเจรจาถึงจบ
นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศว่าวันที่ 26 พ.ค.นี้ หากคนออกมาไม่มาก วันที่ 27 พ.ค.นี้จะไปมอบตัว ว่า ขณะนี้ยังมองไม่ออกว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองจะยุติลงภายในวันที่ 26 พ.ค.นี้ และยังไม่ทราบว่า กปปส.จะเคลื่อนไหวอย่างไร ซึ่งในแง่เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบแล้ว และทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาคเอกชนต้องการให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อนไปได้ และทางออกที่เอกชนมองไว้ก็ได้เสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภาไปแล้ว คือทำอย่างไรให้ได้รัฐบาลที่มีอำนาจในการบริหารประเทศ เพื่อให้ทำงานได้ ***ทั้งนี้หากเหตุการณ์ทางการเมืองยังยืดเยื้อออกไปเรื่อยๆ คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะไม่ขยายตัว หรือโต 0% แต่หากเหตุการณ์การเมืองยุติได้ในเร็วๆนี้ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยก็ยังโตได้ 23% ในปีนี้
“ตอนนี้ มองไม่ออกว่าการเมืองจะยุติได้อย่างไร ซึ่งจะหานายกรัฐมนตรีที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ และการเคลื่อนไหวของกปปส.ภายใน 2-3 วันนี้จะได้ผลหรือไม่ ซึ่งทุกฝ่ายก็อยากให้ทุกอย่างจบโดยเร็ว เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป”
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองจะยุติได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งมีการเจรจากัน รวมทั้งยุติความเคลื่อนไหวของทั้งสองฝ่ายไม่ให้เกิดการปลุกปั่น ปลุกระดม ดังนั้น จึงยังมองไม่ออกว่าสถานการณ์การเมืองจะยุติได้ภายในเร็ววันนี้ ซึ่งมองว่าทางออกของประเทศทางภาคเอกชนได้เคยเสนอไปแล้วคือ ควรให้ทุกพรรคการเมืองทำสัญญาประชาคม และมีการจัดตั้งรัฐบาลที่จะปฏิรูปประเทศ และหลังจากปฏิรูปเสร็จก็ยุบสภาฯภายใน 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่ง จะถือว่าเป็นชัยชนะร่วมกันหมด เพราะเวลานี้เศรษฐกิจประเทศ
ทั้งนี้ หากการเมืองยังยืดเยื้อต่อไปถึงสิ้นปีนี้ คาดว่าจะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศที่มีอยู่ 2.7 ล้านราย ต้องปิดกิจการ 5-10% หรือปิดกิจการจำนวน 1.32 แสนราย จากผลกระทบของเศรษฐกิจที่ได้รับจากปัญหาการเมือง และทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ติดลบ หรือเลวร้ายน้อยสุดก็ไม่ขยายตัว แต่หากการเมืองยุติได้เร็วๆนี้ เศรษฐกิจครึ่งปีหลังก็น่าจะกลับมาฟื้นตัวและทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังโตได้ 1%
นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า คงมีความชัดเจนไปในทางใดทางหนึ่ง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ การเมืองเดินมาถึงจุดนี้ ทางฝั่งวุฒิสภาก็เหมือนมีทางออกอยู่เหมือนกัน แต่เห็นด้วยที่ทางออกจะเป็นไปตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ อาจจะถูกใจบางฝ่ายบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง แต่ถ้าเป็นทางออกที่พอจะรับได้ ก็ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องยอมรับน่าจะดีที่สุด
สำหรับเวลานี้วุฒิสภาเป็นองค์เดียวตามนิติบัญญํติ ที่เหลืออยู่ในการหาทางออกให้กับประเทศ โดยนอกเหนือจากมาตรา 7 แล้ว ยังมีมาตรา 182 ที่ระบุให้สรรหานายกรัฐมนตรี ภายใน 180 วัน เพื่อไม่ให้บ้านเมืองเกิดสูญญากาศ ถ้ามีรัฐบาลที่มีอำนาจจริงเศรษฐกิจก็จะเดินหน้าไปได้ โดยระหว่างนี้ ประเทศไทยอยู่ภายใต้งบประมาณปี 2557 ภาครายจ่ายก็เป็นไปตามงบประมาณ เพียงแต่ว่า การที่ไม่มีกลไกลของรัฐ ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณเพื่อการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนประเทศต่ำลง
นอกจากนี้ สิ่งที่กระทบต่อไป นั่นคือ งบประมาณปี 2558 ที่ทุกคนไม่สามารถใช้งบประมาณลงทุนได้เลยถ้าไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจจริง ใช้ได้แต่งบประจำ เช่น การจ่ายเงินเดือนข้าราชการ โดยปกติแล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงของการทำงบประมาณปี 2558 ปกติก็จะแล้วเสร็จทันใช้ได้ในเดือนต.ค. รวมถึง งบลงทุนโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทที่หยุดไป ถ้ายังมีรัฐบาลจริง อย่างน้อยยังดึงโครงการลงทุนต่อเนื่องที่เป็นประโยชน์ออกมา และใช้เป็นงบประมาณลงทุน แต่ตอนนี้ไม่ชัดเจน แม้แต่งบเพื่อการประชุม สัมมนาก็ยากจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งหากยืดเยื้อไปนานกว่านี้อีก จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อเนื่องถึงต้นปีหน้าแน่นอน
“เราอยู่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้มากว่า 6 เดือนแล้ว ภาคเอกชนในทุกธุรกิจ ไม่ใช่แค่อสังหาริมทรัพย์ต่างประคับประคอง ถ้ายืดเยื้อไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่ายอดขายจะยังพอไปได้ แต่ยิ่งนานไป นักลงทุนจะยิ่งเริ่มไม่มีความมั่นใจ อาจชะลอการลงทุนใหญ่ๆ เพื่อรักษาตัวเอง อาจกระทบไปถึงการจ้างงาน ที่แม้ว่าจะไม่ได้เลิกจ้าง แต่หยุดจ้างงานใหม่ๆ ก็กระทบมากขึ้นแล้ว”
นายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานกรรมการ โรงแรมสีมาธานี เปิดเผยว่า การประกาศของ กปปส. ทำให้ภาคธุรกิจมีความหวังมากขึ้นว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรงอีก เพราะแม้ชุมนุมเกิดโดยสงบ ก็มีการยิงเอ็ม 79 เข้าไปในที่ชุมนุม ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศอยู่ดี การปล่อยให้ทุกเรื่องเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย ให้องค์กรอื่นๆ เช่น สว.มีบทบาทแก้ปัญหาจะดีกว่า
อย่างไรก็ตาม หากมีคนมามาก จนถึง วันที่ 27 พ.ค. แล้วกลุ่มคนเสื้อแดงก็ออกมา เป็นสิ่งที่เอกชนกังวลสูงสุด ไม่อยากให้เกิด เพราะอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ หรืออาจหนักไปถึงเกิดการปฏิวัติ และกระบวนการที่นำไปสู่การเลือกตั้ง ได้นายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็มคงจะไกลขึ้นไปอีก ทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไตรมาสที่ 34 อาจติดลบ เศรษฐกิจซึมยาว มีผลกระทบทำให้คนเดือดร้อนมากขึ้น เช่น กลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ที่ปัจจุบันก็ได้รับผลกระทบมากอยู่แล้วจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวเพียง 12%
นางวรรณี รัตนพล นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การชุมนุมใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 26 พ.ค.นี้ ไม่ว่าใครจะแพ้หรือชนะก็น่าจะยังไม่มีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ เพราะประเทศไทยยังคงไม่มีความชัดเจน เว้นแต่จะมีรัฐบาล ซึ่งเป็นที่ยอมรับของประชาชนเข้ามาบริหารประเทศ เมื่อนั้นประเทศก็จะเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว







