
ภารกิจ...หาคนมายุบสภา
ย้อนกลับไปช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมืองปี 2535 ในห้วงยามของพฤษภาทมิฬ “อาทิตย์ อุไรรัตน์”
ย้อนกลับไปช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมืองปี 2535 ในห้วงยามของพฤษภาทมิฬ “อาทิตย์ อุไรรัตน์” คือคีย์เวิร์ดคำสำคัญในการแผ้วถางทางออก
“สถานการณ์ตอนนี้เมื่อเทียบกันก็คล้ายกับสถานการณ์ตอนนั้น วัตถุประสงค์อาจแตกต่างกัน แต่บทบาทอะไรมันก็คล้ายๆ กัน คือต้องแก้ปัญหาเพราะตอนนั้นไม่มีนายกรัฐมนตรี จำเป็นต้องตั้งนายกฯ คนใหม่ ผู้ที่รับผิดชอบตรงนี้เป็นหน้าที่ของผมโดยตรง”
“ผมเป็นของตำแหน่งเดียว ไม่ใช่ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่คณะบุคคล ตอนนั้นผมเป็นประธานผู้แทนราษฎรรักษาการประธานรัฐสภา มีหน้าที่โดยตรงในการแต่งตั้งนายกฯ แต่บริบทตอนนั้นเป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. รวมถึงพรรคการเมืองที่อยู่ในเครือข่ายของ รสช.ที่ต้องการจะตั้งนายกฯ คนหนึ่ง กับอีกฝากคือประชาชนผู้ที่ออกมาต่อต้านคัดค้าน”
“ผมก็มองเห็นว่าตัวผมจำเป็นต้องแก้ไขปัญหานี้ เพราะหากทำงานแบบรูทีนคือเขาว่ามาอย่างนั้นเราก็ทำไปอย่างนั้นประเทศชาติจะต้องนองเลือดอีก เพราะมันนองเลือดมาแล้วรอบหนึ่ง ดังนั้น ถ้าผมตั้งตามเสียงข้างมากในรัฐสภาก็ต้องเสนอ พล.อ.อ.สมบุญ ระหงษ์ ขึ้นไป ซึ่งธรรมดาถ้าเป็นคนอื่นเขาก็ต้องทำอย่างนั้น”
“แต่ผมคิดว่ามันไม่ถูกต้อง คือ ถ้าทำไปแบบนั้นจะเป็นการกระทำที่ไม่รับผิดชอบ ยิ่งไปกว่านั้นมีข้อเสนอมาอีกว่า ถ้าผมทำตามที่เขาต้องการผมจะได้อะไรตอบแทนบ้าง เช่น มีการเสนอตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ให้ หรือแม้แต่กระแสข่าวที่ว่าเบื้องหลังมีการลือกันว่าผมต้องการเรียกร้องอะไร ซึ่งผมไม่ได้ต้องการอะไรเลย มารู้ทีหลังคือเขาพูดกันไปว่าผมเรียกร้องเงิน 200 ล้านบาท แต่ไม่ได้ เลยไม่เสนอชื่อของ พล.อ.อ.สมบูรณ์ ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย”
อาทิตย์ เล่าต่อว่า จุดประสงค์ในตอนนั้นมีเพียงอย่างเดียวคือ ต้องการแก้ไขวิกฤตของชาติ แต่ขณะนั้นปัญหาของชาติไม่ได้มากเหมือนปัจจุบัน ภารกิจที่ต้องทำคือการคืนอำนาจให้แก่ประชาชนเท่านั้น ให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ ถ้าทำได้ปัญหาก็จะจบ ประเด็นในตอนนั้นคือไม่มีตัวบุคคลที่จะมาเป็นนายกฯ เพื่อให้อำนาจยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน สิ่งที่ต้องทำก็คือหาตัวนายกฯ ที่จะมาทำอย่างนั้นเท่านั้น
“ถ้าเราตั้งนายกฯ ที่มาจากการเมือง เขาก็จะไม่ยุบสภา เขาเข้ามาแล้วก็จะอยู่ในตำแหน่งอีกนาน ที่สุดแล้วก็หนีไม่พ้นการนองเลือดคือ แม้ว่ายังไม่เกิดขึ้นแต่ยอมรับไหมว่า อย่างไรแล้วก็ต้องเกิด ก็ต้องป้องกัน ผมก็บอกว่าต้องหานายกฯ ที่เข้ามาแล้วจะยุบสภาให้อย่างแน่นอน ถามว่าจะมีใครที่เข้ามาในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 3 เดือน”
“ตัวเลือกก็คือ คุณอานันท์ เพราะเขามีคณะรัฐมนตรีพร้อมอยู่แล้ว ท่านก็ตกลงว่าเข้ามา 3 เดือน จะยุบสภาให้”
ในทางลับได้หารือใครหรือไม่? “ก็มีนะ มีการพูดกัน คือตอนนั้นผมหาทางออกไม่เจอจริงๆ เล่าได้เลยว่า ผมติดต่อไปยังอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรีในขณะนั้น ผมถามว่าจะขอเข้าเฝ้านอกรอบได้หรือไม่ ผมไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ อาจารย์สัญญาท่านก็ติดต่อไปยังสำนักราชเลขา ม.ล.ทวีสันต์ ลดาวัลย์ อดีตราชเลขาธิการ ก็หายไปสัก 1 ชั่วโมง ก็กลับออกมาบอกว่าทำไม่ได้”
“เมื่อเป็นไปไม่ได้ ผมเลยไปปรึกษา พล.อ.เปรมติณสูลานนท์ ว่าควรทำอย่างไร ท่านก็แนะนำว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สิ เคยร่วมงานกันมาท่านเป็นคนดี แต่ผมก็พิจารณาว่า พล.อ.ชวลิต ตอนนั้นเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองอยู่ เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองอันดับที่สองของฝ่ายค้าน อันดับที่หนึ่งคือ คุณชวน หลีกภัย คือมันไม่มีเหตุผลที่จะเสนอ พล.อ.ชวลิต”
“ถ้าจะตั้งบุคคลจากฝ่ายค้าน ผมก็ต้องพิจารณาคุณชวนก่อน เพราะท่านมีเสียงมากกว่าพรรคความหวังใหม่ ผมก็ชวนคุณชวนมาคุยนะ ว่า ถ้าให้ตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยท่านจะกล้ารับไหม ตอนนั้นเสียงในสภาอยู่ที่ 165 กับ 195 สุดท้ายคุณชวนก็ไม่กล้ารับ เพราะยกมือวันเดียวเสียงข้างมากในสภาก็คว่ำได้ มันทำอะไรไม่ได้เลย”
“เมื่อคุณชวนไม่รับมันก็ยิ่งไม่มีทางออก ผมก็พิจารณาแล้วพิจารณาอีก จนถึงสิ้นเดือน พ.ค. ผมเลยต้องออกมาแถลงข่าวว่า ผมขอเวลาอีก 10 วัน ขอให้รัฐธรรมนูญที่แก้อยู่ครบกำหนดผ่านวาระ 3 ก่อน แล้วในวันที่ 10 มิ.ย. เมื่อเสร็จกระบวนการแล้ว เย็นวันนั้นผมจะเข้าเฝ้าเพื่อกราบบังคมทูลว่าใครจะเป็นนายกฯ ผมก็ทำตามนั้นคือสุดท้ายผมเสนอคุณอานันท์”
พูดคุยกับคุณอานันท์อย่างไรท่านจึงยอมรับตำแหน่ง?...“ก็ด้วยเหตุผลอย่างที่ผมพูดคือใครจะมายุบสภาให้ผม ถ้าไปเอาคนใหม่เอี่ยมมา กว่าเขาจะฟอร์มคณะรัฐมนตรีได้แล้วยุบสภาในเวลา 3 เดือน ก็คงไม่มีใครอยากมาทำ แล้วผมก็พูดกับใครไม่ได้ เพราะเขาก็จ้องผมอยู่ทุกคน ตั้งแต่หัวหน้าพรรคของผมตอนนั้นคือ คุณณรงค์ วงศ์วรรณ หรือฝ่ายรัฐสภาเขาก็ถามว่าไอ้อาทิตย์นี่มันจะเอายังไงของมันวะ มันจะเล่นอะไรของมัน ผมก็รู้ว่าผมพูดกับใครไม่ได้ แม้กระทั่งเลขาส่วนตัวของผมก็บอกไม่ได้ ผมไม่ได้พูดกับใครเลยจนถึงวันที่ผมจะเข้าเฝ้า”
มีตัวเลือกอื่นนอกจากคุณอานันท์? ...“ไม่มี ก็หลังจากที่คิดทุกอย่างมาแล้ว มีคุณอานันท์อยู่คนเดียวที่จะช่วยดำเนินการในกรณีนี้ได้ ผมก็ไปพูดกับคุณอานันท์ว่าช่วยเข้ามารับหน้าที่นี้หน่อยได้ไหม ท่านก็บอกว่าไม่ไหวให้หาคนอื่นเถอะ ผมก็บอกท่านไปว่าผมไม่ได้ขอให้ท่านมารับตำแหน่งนายกฯ แต่ให้ท่านมาช่วยยุบสภาแค่นั้น”
คุยกันอยู่นาน? ...“ไม่นานสัก 2 ครั้ง ในรอบ 15 วันเห็นจะได้ จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ผมจะเข้าเฝ้า ผมก็โทรไปบอกว่าผมจะเข้าเฝ้าแล้วนะ”
อะไรที่ทำให้มั่นใจว่าคุณอานันท์จะยุบสภาให้จริง? ...“ผมตั้งเขาแล้วผมก็ตั้งคณะรัฐมนตรีต่อ ถ้าผมตั้งนักการเมืองผมก็ต้องตั้ง พล.อ.อ.สมบูรณ์ ซึ่งเขาต้องการเป็นรัฐบาล แล้วเขาจะยุบสภาให้ผมได้ไหม เขาจะทำเหรอ มันมีเหตุผลเหรอ”
ราคาที่ต้องจ่ายสำหรับภารกิจศักดิ์สิทธิ์เพื่อชาติบ้านเมือง สูงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด...
“พรรคพวกทั้งหมดถือผมเป็นศัตรู มารู้ทีหลังอีกว่าผมตกเป็นเป้าหมาย ถึงขั้นจ้างมือปืนมาเก็บ ไม่ขอเอ่ยถึงชื่อเขานะ แต่ผมก็รอดมาได้”







