posttoday
โยนโจทย์ให้ตรงปัญหา

โยนโจทย์ให้ตรงปัญหา

16 พฤษภาคม 2557

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนัก สนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดอบรมการเขียนโครงการย่อยในหัวข้อ “ขึ้นโจทย์เป็น เห็นกระบวนการ ผสานพลังชุมชน” ภายใต้โครงการการบูรณา การพลังเด็กและเยาวชนกับพลังชุมชนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านเด็ก และเยาวชน

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนัก สนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดอบรมการเขียนโครงการย่อยในหัวข้อ “ขึ้นโจทย์เป็น เห็นกระบวนการ ผสานพลังชุมชน” ภายใต้โครงการการบูรณา การพลังเด็กและเยาวชนกับพลังชุมชนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านเด็ก และเยาวชน

ปกติเวลาเด็กขึ้นโจทย์การทำงานจะทำโจทย์ขึ้นข้างบนและมองเฉพาะในสิ่งที่ตนเองทำ แต่การจัดอบรมให้เด็กและเยาวชนรู้จักการขึ้นโจทย์เป็น เห็นกระบวนการ ผสานพลังชุมชน เพื่อต้องการให้เด็กรู้จักมองรอบข้างก่อน ทั้งเรื่องทุน เครือข่าย และสำรวจศักยภาพ ของตนเองก่อนว่าจะทำเรื่องอะไร

ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง คือ อนาคต ความยั่งยืน และความต่อเนื่องเป็นหลัก ซึ่งต้องปรับเชิงบังคับและฝืนความรู้สึกเด็กไปบ้าง แต่ต้องการฝึกให้เด็กรู้จักคิดก่อนขึ้นโจทย์ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องคิดถึงผลที่จะตอบกลับมาในอนาคต และต้องคิดถึงคนรุ่นต่อไป ที่จะมารับช่วงดำเนินการแทน จึงอย่ามองมิติชั้นเดียว

การปรับวิธีคิดลักษณะนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งไม่ได้ทำให้เด็กสะดุด แต่ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อยู่รอบตัว ที่สำคัญต้องรู้จักทำงานกับผู้ใหญ่ให้เป็น ฉะนั้น เด็กจะสุขุมรอบคอบลึกซึ้งมองเห็นกระบวนการทำงานที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

จากการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับเด็กและเยาวชนใน 12 พื้นที่ พบคำตอบของงานวิจัย ที่เกิดจากข้อเท็จจริงในภาคสนาม ซึ่งมีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า การที่เด็กขึ้นโจทย์ใกล้ตัวมีเครือข่ายมีแกนนำช่วยเหลือสนับสนุนและทำต่อเนื่องประมาณ 3 ปี

จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นทุกเรื่องต่างกับผู้ใหญ่ทำงานเรื่องเดียวกันในเวลา 6 เดือน 1 ปี แต่ไม่เห็นผล เพราะนโยบายเหล่านั้นไม่ใช่ความคิดของพรรคพวกหรือคนกลุ่มเดียวกัน จึงขาดความต่อเนื่อง

ดังนั้น ปัญหาทุกอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้ผู้ใหญ่แก้ไม่ได้ คนที่จะแก้ไขได้คือเด็กและเยาวชน เพราะเด็กเปิดรับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า ไม่คิดเรื่องผลประโยชน์ ทำในสิ่งที่อยากทำ เห็นได้จากการแก้ไขปัญหาในชุมชนที่ทำงาน เร็ว มีความชัดเจนและต่อเนื่องกว่า

รวมถึงมีพลังที่ทุกฝ่ายร่วมกันทำ ซึ่งเป็น ข้อดีที่ผู้นำท้องถิ่นรับรู้และแก้ปัญหาเร็ว สามารถจัดการตนเองในการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนในพื้นที่ได้เลย ไม่ต้องรอนโยบายข้างบน

ฉะนั้น บทเรียนสำคัญในอนาคต หากจะแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนเรื่องใดก็ตาม เช่น ปัญหาแม่วัยรุ่น ถ้าเป็นนโยบายจากข้างบนกำหนด แค่เพียงหาโจทย์ใหญ่ของประเทศให้เจอ หาพื้นที่ที่ตรงกับปัญหาให้พบ แล้วโยนโจทย์ให้เด็กทำ ใช้งบประมาณไม่มาก แล้วลงไปติดตามผล รวมถึงการร่วมปรึกษาหารือ เชื่อว่า 3 ปี จะลดปัญหาได้

ดังนั้น นโยบายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การหว่านลงไปทั้งหมดและอย่ามีแต่เจ้าภาพใหญ่ ต้องมีเจ้าภาพเล็กในพื้นที่เป็นหลัก เพราะเวลาเปลี่ยนผู้บริหารอาจจะทำงานไม่ต่อเนื่อง

การให้เด็กเขียนโครงการเพื่อค้นหาระดับพลังในชุมชนที่แท้จริง 6 พลัง ประกอบด้วย

1) พลังประชาคม 2) พลังเด็กและเยาวชน 3) พลัง อปท. 4) พลังต้นทุน 5) พลังเครือข่ายภายใน และ 6) พลังเครือข่ายภายนอก จะทำให้เห็นว่าพลังใดเข้มแข็งที่สุด และพลังใดที่มีระดับน้อยที่สุด ซึ่งจะต้องช่วยกันเสริมพลังให้สมบูรณ์ เพื่อเสริมศักยภาพชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

วันนี้ถ้าเด็กขึ้นโจทย์ดีมีพื้นที่ชุมชน อปท. สนับสนุนช่วยเหลือ เราก็จะเข้าไปสนับสนุนอย่างอื่นแทน เช่น ส่งเสริมประสานงาน ภูมิปัญญา นายก อบต. อาจารย์มหาวิทยาลัย ลงไปพบปะพูดคุย

แต่หากเด็กต้องการให้ช่วยสนับสนุนงบประมาณ เราก็พร้อมจะลงไปช่วย ซึ่งต้องมีศิลปะในการสนับสนุนทุน อย่าใช้งบประมาณเป็นตัวตั้ง เพราะจะเป็นความมักง่ายที่จะทำให้งานไม่สำเร็จ

ทั้งหมดนี้สามารถดำเนินการได้ภายใน 3 ปี เพียงแค่โยนโจทย์ให้ตรงกับพื้นที่

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง