posttoday
รถคันแรกดันขึ้นเบี้ยประกัน

รถคันแรกดันขึ้นเบี้ยประกัน

16 พฤษภาคม 2557

โดย...วารุณี อินวันนา

โดย...วารุณี อินวันนา

โครงการส่งเสริมการจัดตั้งสำนักงบประมาณประจำรัฐสภา หรือ Thai PBO เปิดเผยผลวิเคราะห์ด้านการคลังจากนโยบายรถยนต์คันแรกว่า ขาดทุนราว 2.8 หมื่นล้านบาท เนื่องจากรายจ่ายมากกว่ารายรับ คือ เก็บภาษีเพิ่มได้ 5.4 หมื่นล้านบาท แต่ต้องตั้งงบคืนภาษีถึง 8.2 หมื่นล้านบาท

โครงการคืนภาษีสรรพสามิตรถยนต์คันแรกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่เพียงแค่สร้างภาระการคลัง แต่ได้ช่วยกระตุ้นหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ให้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 82.3% ต่อจีดีพี ในขณะนี้

ยังไม่หมดเพียงแค่นี้ โครงการนี้เริ่มส่งผลต่อผู้บริโภคโดยตรงแล้ว หลังจากเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2555 และจบโครงการในปี 2556 จำนวนรถที่เพิ่มขึ้นมากกว่าล้านคันภายในปีเดียว ทำให้ยอดเคลมประกันจากรถเกิดอุบัติเหตุพุ่งสูงขึ้นจนบริษัทประกันภัยเริ่มทบทวนเบี้ยประกันภัยรถยนต์ให้สูงขึ้นตามความเสี่ยง ประมาณ 15-40%

ที่ต้องขึ้นเบี้ยประกัน เพราะอัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) ของบริษัทประกันภัยเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการแข่งขันกันเองของธุรกิจที่ตัดราคากันดึงเบี้ยประกันเข้ามาให้มากที่สุด ขณะที่เป็นช่วงเดียวกับที่ค่าแรงมีการปรับราคาขึ้น ต้นทุนอะไหล่ก็สูงขึ้น ด้วยปริมาณรถที่มีจำนวนมาก ทำให้บริษัทประกันภัยไม่สามารถที่จะควบคุมราคาการซ่อมของอู่ให้อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับความเป็นจริง

ย้อนกลับไปดูตัวเลขต้นทุนด้านการดำเนินงาน การจัดการสินไหมทดแทน และค่านายหน้า ที่จะให้ได้มาซึ่งเบี้ยประกันภัย โดยกว่า 60% เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากประกันภัยรถยนต์ ปี 2556 พบว่า ประกันภัยภาคสมัครใจมีต้นทุนรวม 8.77 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 1.27 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2555 ที่มีจำนวน 7.43 หมื่นล้านบาท ส่วนด้านประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ประกัน พ.ร.บ.ฯ) ปี 2556 มีต้นทุนรวมจำนวน 1.34 หมื่นล้านบาท ซึ่งปี 2555 อยู่ที่ 1.19 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2557 ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการดำเนินงาน การจัดการสินไหมทดแทนประกันรถภาคสมัครใจของธุรกิจประกันภัย รวมค่านายหน้าทั้งระบบมีจำนวน 1.47 หมื่นล้านบาท จากงวดเดียวกันของปี 2556 อยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท ประกันภัย พ.ร.บ. 2,374.75 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเช่นกันเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2556 อยู่ที่ 2,051 ล้านบาท

แน่นอนว่า ต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนเบี้ยรถของลูกค้าใหม่ลดลง ย่อมส่งผลต่อความมั่นใจของบริษัท จะทำให้บริษัทเข้าสู่จุดเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การขาดทุนของบริษัทได้ ถ้าไม่มีการปรับขึ้นเบี้ยประกันภัย

อย่างไรก็ตาม หลายบริษัทเลือกที่จะค่อยๆ ปรับเบี้ยประกันรถบางประเภทที่เมื่อขึ้นแล้วจะไม่กระทบกับตลาด เพราะถ้าขึ้นเบี้ยรถทุกประเภทพร้อมกันจะทำให้สูญเสียลูกค้าในยุคที่การแข่งขันรุนแรง

รถกลุ่มแรกที่บริษัทประกันภัยเริ่มปรับราคาขึ้นไปแล้ว คือ รถเชิงพาณิชย์ เช่น ปิกอัพ รถโดยสารสาธารณะ ปรับขึ้นประมาณ 10-15% รถบรรทุก รถพ่วง ปรับเบี้ยเพิ่มขึ้นประมาณ 40% เพราะเป็นรถที่เมื่อเกิดความเสียหายแล้วจะมีมูลค่าสูงกว่ารถประเภทอื่นๆ

รถบรรทุกในตลาดมีประมาณ 3-4 ล้านคัน เบี้ยประกันประมาณ 7-8 หมื่นบาทต่อปี ในปีที่ผ่านมารถกลุ่มนี้มีการใช้สิทธิค่ารักษาการบาดเจ็บตามประกันภัย พ.ร.บ.ปีละ 5 หมื่นราย เสียชีวิตถึง 4,000 ราย เกิดเหตุน้อยก็จริง แต่การเสียชีวิตมีจำนวนสูงมากเมื่อเทียบกับรถจักรยานยนต์ บาดเจ็บ 2.5 แสนราย แต่เสียชีวิต 8,000 ราย

นอกจากนี้ ยังพบว่ารถเชิงพาณิชย์บางกลุ่มถูกนำมาใช้ผิดประเภท เช่น รถปิกอัพ ถูกนำมาใช้ขนคน เมื่อเกิดเหตุมีคนเสียชีวิตจำนวนมาก แทนที่จะมีเพียง 3-4 คน โดยเบี้ยประกันอยู่ประมาณ 1.1 หมื่นบาทต่อปีต่อทุนประกันภัย 2-3 แสนบาท และรถตู้โดยสารพลิกคว่ำแต่ละครั้งมีการรายงานคนบาดเจ็บร่วม 20 คน ทั้งๆ ที่จำนวนที่นั่งไม่ให้เกิน 15 คน และไทยเป็นประเทศเดียวที่ใช้รถทัวร์ 2 ชั้นวิ่งขึ้นภูเขา

นอกจากนี้ สมาคมประกันวินาศภัย ยังอยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อขอปรับระดับราคาเบี้ยประกันภัยรถหรูและรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ รถกลุ่มนี้ใช้ความเร็วสูง เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ส่วนใหญ่จะเสียหายหนักหรือเกือบทั้งคัน เพราะใช้ความเร็วสูง ลูกค้าเลือกที่จะไม่ซ่อม เพราะค่าอะไหล่แพง หรือไม่ต้องการใช้รถมีตำหนิ มูลค่าความเสียหายนับ 10 ล้านบาท คาดกันว่าจะปรับขึ้นอีก 15%

ทั้งนี้ คาดว่าบริษัทประกันภัยจะเริ่มทบทวนราคาเบี้ยประกันรถกันอย่างจริงจังในครึ่งหลังของปี 2557 หลังจากเห็นภาพธุรกิจที่ชัดเจนในครึ่งปีแรกนี้ ซึ่งโดยสถิติในอดีตการขึ้นราคาเบี้ยเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 1015%

อย่างไรก็ตาม รถบางกลุ่มจะได้รับการลดราคาเบี้ยประมาณ 15% เช่นกัน คือ รถบ้าน ที่มีการขับขี่ระหว่างบ้านไปที่ทำงาน เพราะมีความเสี่ยงต่ำ ทำให้บริษัทประกันภัยหันมาเอาใจใส่ดูแลลูกค้ากลุ่มนี้ไว้ให้ได้มากที่สุด พร้อมกับเพิ่มผลประโยชน์ด้านอื่นๆ ให้มากขึ้น จากเดิมที่ลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นฝ่ายจ่ายเบี้ยไปเป็นค่าซ่อมให้กับคนที่ขับรถเสี่ยง

ปัจจุบัน มีการเสนอบริการถ้าทำประกันกับบริษัทครบ 3 ปี และไม่เคลมในรอบ 3 ปี จะมีการคืนเบี้ยให้ 50% ในปีที่ 3 เพื่อดึงลูกค้าที่มั่นใจว่าขับขี่ดี เข้ามาทำประกันภัยกับบริษัท

เมื่อคิดข้อดีและข้อเสียทั้งหมดแล้ว โครงการรถยนต์คันแรกไม่ใช่โครงการที่เลวร้าย สำหรับผู้ที่มีความพร้อมที่จะมีหนี้สินและพร้อมจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การมีหนี้และมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มกลับสร้างปัญหาให้มากกว่า

โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของโครงการประชานิยมที่ไม่ได้มีแต่ด้านดีเสมอไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท