
ผ่าทางตันประเทศไทย : รัฐบาลแห่งชาติ
หลังจากที่ผมได้เคยเขียนถึงทางออกประเทศไทยในช่วงวิกฤตเผยแพร่ในสื่อมวลชนก่อนที่รัฐบาลจะมีการยุบสภา แต่ก็ไม่ได้มีการถอยกันคนละก้าวจากทั้งสองฝ่าย ผมก็คิดว่าจะไม่เขียนถึงทางออกของประเทศไทยอีก แม้จะมีผู้มาขอร้องว่าทำไมไม่ช่วยหาทางออกให้ประเทศไทยอีก ผมก็บอกว่าความขัดแย้งของรัฐบาลและ กปปส.ร้าวหนักมากเพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอย และต่างฝ่ายต่างอ้างหลักการทางกฎหมายเพื่อหาเหตุผลสนับสนุนความเห็นของตน จนกระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ และยังจะถูกชี้มูลจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.อีกคดีหนึ่งด้วย
หลังจากที่ผมได้เคยเขียนถึงทางออกประเทศไทยในช่วงวิกฤตเผยแพร่ในสื่อมวลชนก่อนที่รัฐบาลจะมีการยุบสภา แต่ก็ไม่ได้มีการถอยกันคนละก้าวจากทั้งสองฝ่าย ผมก็คิดว่าจะไม่เขียนถึงทางออกของประเทศไทยอีก แม้จะมีผู้มาขอร้องว่าทำไมไม่ช่วยหาทางออกให้ประเทศไทยอีก ผมก็บอกว่าความขัดแย้งของรัฐบาลและ กปปส.ร้าวหนักมากเพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอย และต่างฝ่ายต่างอ้างหลักการทางกฎหมายเพื่อหาเหตุผลสนับสนุนความเห็นของตน จนกระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ และยังจะถูกชี้มูลจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.อีกคดีหนึ่งด้วย
ทั้งๆ ที่หากก่อนหน้านี้อดีตนายกรัฐมนตรียอมลาออก และร่วมกันตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภายใต้พระราชกำหนด เหตุการณ์ที่ยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้อาจจะมีทางออกมากกว่านี้
ผมคิดว่าขณะนี้ข้อขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายอาจจะหาทางออกหรือผ่าทางตันได้ ถ้าต่างฝ่ายต่างยอมถอยกันคนละก้าว และที่สำคัญคืออย่าให้กฎหมายเป็นกับดักหรือเป็นอุปสรรคในการแก้ข้อขัดแย้งนี้ มิฉะนั้นแล้วหากแต่ละฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ประเทศไทยที่รักของเราต่างหากที่จะเป็นผู้เสียหายมากที่สุด
ผมจึงเห็นว่าการที่วุฒิสภาได้แต่งตั้งคุณสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เป็นประธานวุฒิสภา และท่านกำลังจะพยายามหาทางออกโดยปรึกษาหารือกันกับองค์กรต่างๆ เพื่อพยายามหาทางออกของประเทศ นับเป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ทุกฝ่ายดูเหมือนจะไม่พยายามถอยกันเลย กลับพยายามกดดันประธานวุฒิสภาและองค์กรอิสระต่างๆ อย่างเต็มที่
โดย กปปส.ก็พยายามให้วุฒิสภาแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลางโดยเร็ว ส่วนรัฐบาลรักษาการวางแผนก็มุ่งแต่บอกว่าต้องเลือกตั้งแล้วปฏิรูป นปช.ก็ยืนยันความชอบธรรมของรัฐบาลรักษาการและให้ทุกคนเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง โดยต่างฝ่ายต่างอ้างข้อกฎหมายสนับสนุนความคิดของตน ในห้วงวิกฤตของประเทศเช่นนี้ การพยายามตีความกฎหมายของแต่ละฝ่ายเพื่อประโยชน์ของตน การอ้างอำนาจของประชาชนจากการเลือกตั้งหรือจำนวนคนย่อมไม่สามารถหาข้อยุติหรือทางออกของประเทศได้ และประเทศไทยได้เสียหายมากว่า 6 เดือน และยังคงต้องเสียหายต่อไปหากทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมลดราวาศอกหรือยอมถอยให้แก่กันเลย
ผมจึงเห็นว่าไม่ว่าการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลาง หรือการเลือกตั้งก่อนก็ย่อมไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งของประเทศได้อย่างถาวร
ฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งจึงอยากขอเสนอแนวทางที่ดีกว่าการปฏิวัติรัฐประหาร หรือการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนกลางตามมาตรา 7
ผมจึงเสนอให้ฝ่ายรัฐบาลรักษาการ นปช. กปปส. และกองทัพ พรรคการเมืองทุกพรรค ควรแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่างเพื่อให้ประเทศไทยของเราเดินหน้าไปได้ โดยที่อย่ายึดติดถ้อยคำเทคนิคทางกฎหมายจนเกินไป และทุกคนถอยไปคนละก้าวโดยไม่มีใครแพ้
แนวทางที่ผมขอเสนอการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติมีดังนี้
1.รัฐบาลรักษาการ (นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล) และคณะรัฐมนตรีลาออก โดยเสนอให้วุฒิสภาแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่มาจากคนนอก ที่มาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาที่มาจากประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานองค์กรอิสระ เช่น ประธาน กกต. ป.ป.ช. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจากผู้แทนจาก นปช. ผู้แทนจาก กปปส. ตัวแทนจากพรรคการเมืองที่มาจากพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านในปัจจุบัน ตัวแทนกองทัพ และตัวแทนข้าราชการประจำ โดยการออกเป็นพระราชกำหนดกำหนดวิธีการสรรหาและกำหนดกรอบเวลาภายใน 30 วัน
โดยคณะกรรมการจะสรรหาผู้แทนที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีจำนวน 2 หรือ 3 คน เพื่อให้วุฒิสมาชิกลงมติเลือกเพื่อทูลเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี (กรณีเช่นนี้เป็นการใช้มาตรา 7 โดยเป็นบทบัญญัติเทียบเคียงอย่างยิ่ง คือเมื่อไม่มีรัฐบาลเพราะรัฐบาลรักษาการลาออกและยังไม่มีรัฐสภา ก็ควรใช้กลไกวุฒิสภาเป็นผู้เสนอแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้)
2.นายกรัฐมนตรีที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีไม่เกินตามจำนวนกระทรวง เพื่อบริหารจัดการเลือกตั้งและทำการปฏิรูปในเรื่องสำคัญ โดยคณะรัฐมนตรีควรมาจากบุคคลที่ไม่มีส่วนได้เสีย หรือเป็นนักการเมืองที่จะลงสมัครเลือกตั้งโดยคณะรัฐมนตรีมีอำนาจเสนอกฎหมายที่จำเป็นก่อนการเลือกตั้ง โดยให้วุฒิสภาเป็นผู้ผ่านกฎหมายที่สำคัญดังกล่าว เช่น กฎหมายต่อต้านการทุจริต กฎหมายการเลือกตั้งและประเด็นการปฏิรูปที่สำคัญที่เครือข่ายการปฏิรูปเสนอต่อกรรมการปฏิรูปตามข้อ 3 ได้เสนอโดยจัดลำดับความสำคัญโดยอาจเพิ่มเฉพาะเรื่องการเลือกตั้ง การต่อต้านการทุจริต การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่ง 3 เรื่องนี้แก้ไขเสร็จก็นำมาเสนอให้ประชาชนลงประชามติ
รัฐมนตรีชุดนี้มีเวลาทำงาน 68 เดือน แล้วให้ กกต.จัดการเลือกตั้งใหม่พร้อมลงประชามติไปพร้อมๆ กัน
3.ในช่วงเวลา 68 เดือนนี้ วุฒิสภาจะแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยจำนวน 100 คน ที่ประกอบด้วยผู้แทนที่คัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหา โดยออกเป็นพระราชกำหนดโดยรัฐบาลชั่วคราวเสนอออกเป็นพระราชกำหนดออกและยืนยันโดยวุฒิสภา โดยองค์ประกอบคณะกรรมการสรรหาอาจประกอบด้วย
(1) อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย (ยกเว้นอดีตนายกรัฐมนตรีที่เป็นคู่ขัดแย้ง คือจากพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์) (2) ตัวแทนจากรัฐบาลจำนวน 4 คน (3) ตัวแทนที่สำคัญจากพรรคการเมือง จำนวน 6 คน (4) ตัวแทนโดย กปปส. และ นปช. จำนวน 4 คน (ฝ่ายละ 2 คน) (5) ตัวแทนจากภาคเอกชน เช่น สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ สมาคมธนาคารไทย สภาตลาดทุน จำนวน 4 คน
(6) ตัวแทนจากเครือข่ายปฏิรูป จำนวน 4 คน (7) ตัวแทนจากข้าราชการประจำและกองทัพ จำนวน 4 คน (8) ตัวแทนจากองค์กรอิสระ องค์กรละ 1 คน
จำนวนคนที่จะเป็นผู้สรรหาจากแต่ละกลุ่มอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม โดยกำหนดอำนาจ หน้าที่ กรอบเวลา ของคณะกรรมการปฏิรูปให้ชัดเจน โดยรัฐบาลแห่งชาติและคณะกรรมการปฏิรูปนี้มีหน้าที่พิจารณาข้อเสนอการปฏิรูปของประชาชนแล้วเสนอเป็นกฎหมาย เพื่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและพรรคการเมืองทุกพรรคทำสัญญาประชาคม ที่จะผ่านกฎหมายเหล่านี้เมื่อมีการเลือกตั้งและมีการแต่งตั้งรัฐบาลใหม่
โจทย์ที่ต้องหาคำตอบ คือ รัฐบาลรักษาการหรือพรรคเพื่อไทยต้องยอมถอย และ กปปส.ก็ยอมถอยโดยต้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการสรรหานายกรัฐมนตรี ทางออกต้องไม่ติดขัดกับเทคนิคของกฎหมาย เพราะต้องไม่ยึดติดกับการเลือกตั้ง
ทุกฝ่ายต้องหาทางออกของประเทศ โดยใช้กฎหมายในมุมมองที่จะแก้ไขปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหา การตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายจึงเป็นทางออกที่อาจจะผ่าทางตันของประเทศไทยได้ เรามีนักกฎหมายเก่งๆ อยู่มาก ผมเชื่อว่ากระบวนการขั้นตอนที่ว่านี้ย่อมไม่เหลือบ่ากว่าแรงของนักกฎหมายชั้นครูเหล่านั้น ขอให้มาช่วยกันเถอะครับ
ทางออกในการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งที่เป็นคู่ขัดแย้งหรือไม่เป็นคู่ขัดแย้งของประเทศ ซึ่งรัฐบาลแห่งชาติควรจะจัดทำ Road Map ในการปฏิรูปก่อนมีการเลือกตั้งและการลงประชามติในกฎหมายก็อาจกล่าวได้ว่า “ทุกอย่างที่ทำ” อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ซึ่งแน่นอนย่อมดีกว่าการปฏิวัติรัฐประหารหรือการปฏิวัติประชาชน ไม่ว่าของกลุ่ม นปช. หรือ กปปส. อย่างแน่นอน







