posttoday
จี้เอเชียปฏิรูปเศรษฐกิจโลกเลิกหวังพึ่งตลาดโลก!

จี้เอเชียปฏิรูปเศรษฐกิจโลกเลิกหวังพึ่งตลาดโลก!

15 พฤษภาคม 2557

การประกาศลดการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

การประกาศลดการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งผลกระทบกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียไม่น้อยเลยทีเดียว นับเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าสภาพเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก

นักวิชาการหลายสำนักต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า การประกาศลดการใช้คิวอีนับเป็นหมุดหมายที่สำคัญว่าขณะนี้หมดยุคทองของเอเชียแล้ว เนื่องจากก่อนหน้านี้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียต่างได้รับอานิสงส์จากการอัดฉีดเงินของเฟด ทำให้มีเงินทุนไหลทะลักเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นอย่างมหาศาล ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นในหลายประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี การประกาศปรับลดคิวอีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ค่าเงินอ่อนตัวอย่างรวดเร็วจนรัฐบาลต้องเร่งหามาตรการมารองรับภาวะเงินทุนไหลออกดังกล่าว

ทั้งนี้ ประเทศตลาดเกิดใหม่นั้นมีรูปแบบเศรษฐกิจที่สัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเน้นการพัฒนาเพื่อการส่งออกเพียงอย่างเดียว กล่าวคือ หากเศรษฐกิจโลกดี คู่ค้ามีกำลังซื้อ ประเทศผู้ส่งออกก็จะมีเศรษฐกิจดีไปด้วย ทว่าหากเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะชะลอตัว คู่ค้าไม่มีกำลังซื้อสินค้า เศรษฐกิจของประเทศผู้ส่งออกก็จะชะลอตัวไปด้วย

ขณะเดียวกัน ภาวะเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็วจากการปรับลดคิวอีจนเกิดความโกลาหลไปทั่ว ยังเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าตลาดในเอเชียยังต้องพึ่งพาเงินทุนจากนอกภูมิภาคเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ แม้การส่งออกจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ในความเป็นจริงแล้วภาพเศรษฐกิจกลับปราศจากความมั่นคงและไร้เสถียรภาพ พร้อมกันนี้ปัญหาช่องว่างทางสังคมและความเหลื่อมล้ำทางรายได้ยังเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย

ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีน ที่ถึงแม้เศรษฐกิจจะขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงดำรงชีพด้วยเงินต่ำกว่า 2 เหรียญสหรัฐด้วยซ้ำ

ท่ามกลางภาวะความไม่มั่นคงของสภาพเศรษฐกิจในเอเชีย จึงไม่น่าแปลกใจว่าทั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะเร่งตบเท้ามากระตุ้นให้บรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียหันมาปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้หันมาพึ่งพาตนเองให้ได้มากขึ้น

โดยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทาเคฮิโกะ นากาโอะ ประธานเอดีบี ได้ออกแถลงการณ์กระตุ้นให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและเพื่อรับมือกับผลกระทบของการปรับลดคิวอี

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการขยายบรรยากาศการลงทุนในหนทางที่จะดึงดูดให้เกิดการลงทุนระยะยาวจากนอกภูมิภาค” นากาโอะ กล่าว

ขณะที่ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ไอเอ็มเอฟได้ออกรายงานในทำนองเดียวกันว่า เอเชียควรปฏิรูปให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนได้อย่างมั่นคง ถ้าหากเอเชียต้องการจะเป็นผู้นำของการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลกต่อไป

ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าเอเชียจะอ่อนไหวต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่หากพิจารณาโดยปัจจัยพื้นฐานเอเชียถือว่าเป็นภูมิภาคที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว

แม้ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียยังคงอยู่ในวังวนของความผันผวนของตลาดโลก ทว่าจีนและมาเลเซียล่วงหน้าดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจไปแล้ว

โดยภายหลังจากที่จีนประชุมสภาผู้แทนประชาชนชุดที่ 12 ครั้งที่ 2 เมื่อปลายปี 2013 นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีน ได้ประกาศว่า รัฐบาลจีนจะมุ่งหน้าปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เพิ่มการบริโภคภาคเอกชน และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น

เนื่องจากก่อนหน้านี้ การที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่จนเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหามลภาวะในเมืองใหญ่ และที่สำคัญคือปัญหาหนี้รัฐบาลท้องถิ่นที่เกิดการอัดฉีดโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งสุ่มเสี่ยงจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี การปฏิรูปเศรษฐกิจในขณะนี้ทำให้เศรษฐกิจจีนเกิดภาวะชะลอตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เห็นได้จากการประกาศดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆ ของจีนที่ปรับตัวลดลงกันถ้วนหน้า โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ภาคการผลิตของจีนที่จัดทำโดยธนาคารเอชเอสบีซีปรับตัวลดลงอยู่ที่ 48.1 จุด ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าหากดัชนีพีเอ็มไอต่ำกว่า 50 จุด ถือว่าภาคการผลิตกำลังหดตัว

กระนั้นก็ตาม ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ยังคงยืนกรานว่าจะเดินหน้าการปฏิรูปเศรษฐกิจต่อไป พร้อมกล่าวว่า จีนต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจใหม่ที่จะไม่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเหมือนแต่ก่อน

ขณะที่ทางไอเอ็มเอฟระบุในรายงานฉบับล่าสุดว่า ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวจากการปฏิรูปเศรษฐกิจ แต่ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ หากการปฏิรูปนั้นจะนำพาจีนไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ด้านมาเลเซียเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับกับความมั่งคั่งที่เกิดจากการส่งออก โดยก่อนหน้านี้ถึงแม้ว่ามาเลเซียจะประสบความสำเร็จจากการเป็นผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันปาล์ม อย่างไรก็ตามทางการแดนเสือเหลืองได้เล็งเห็นว่าเศรษฐกิจแบบเน้นการส่งออกนั้นอาจถึงทางตันในเร็ววันและไม่มีความมั่นคง

รัฐบาลมาเลเซียจึงได้ดำเนินแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ 10 ปี (อีทีพี) ที่เน้นการพัฒนาปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ประชาชาติและให้ลดการพึ่งพาการส่งออก โดยเน้นการรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มธุรกิจเพื่อปรับปรุงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น การสร้างรถไฟความเร็วสูงระหว่างปีนังกับสิงคโปร์

จนปัจจุบัน มาเลเซียสามารถประกาศได้ว่า ประเทศได้เดินมาถึงครึ่งทางของแผนเพื่อการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นชาติรายได้สูง โดยมีเกณฑ์อยู่ที่ 1.5 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อปีภายในปี 2020 โดยรายได้ต่อหัว (จีเอ็นไอ) ของมาเลเซียขณะนี้ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ระดับ 10,060 เหรียญสหรัฐต่อปีแล้ว จากเดิมที่ระดับ 9,970 เหรียญสหรัฐต่อปี ในปี 2012

ขณะที่การบริโภคภายในมีมูลค่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจีดีพี ทำให้สภาพเศรษฐกิจของประเทศสามารถลดการพึ่งพาการส่งออกได้

เพราะฉะนั้น เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเอเชียต้องเน้นปฏิรูปเศรษฐกิจให้หันมาบริโภคภายในมากขึ้น เพื่อความมีเสถียรภาพและมีภูมิต้านทานความผันผวนของเศรษฐกิจโลก มิฉะนั้นหากยังคงเน้นแต่การส่งออกเพียงอย่างเดียว หรือให้ประเทศที่อุตสาหกรรมก้าวหน้าใช้เป็นฐานในการผลิตเพื่อส่งออก ประเทศอาจติดอยู่ในภาวะ กับดักรายได้ปานกลาง เหมือนบางประเทศก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท