
อธิการบดีแนะวุฒิสภายึดหลักนิติฯตั้งรัฐบาลใหม่
สุรชัยขอทุกฝ่ายยุติความรุนแรงระดมนักกฏหมายมาช่วยหาทางออกวอนสื่ออย่าบิดเบือนข้อเท็จจริงยันไม่เคยพูดนายกฯมาตรา7
สุรชัยขอทุกฝ่ายยุติความรุนแรงระดมนักกฏหมายมาช่วยหาทางออกวอนสื่ออย่าบิดเบือนข้อเท็จจริงยันไม่เคยพูดนายกฯมาตรา7
เมื่อวันที่15พ.ค.57 เมื่อเวลา 10.30 น.ที่อาคารนราธิปพงศ์ประพันธ์ ชั้น 11 สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง และในฐานะว่าที่ประธานวุฒิสภา ได้ร่วมหารือกับ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) รศ.ดร.ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดี สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) รองประธาน ทปอ. รศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว.) พร้อมด้วยอธิการบดีมหาวิทยาลัย ผู้และแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัย 17 แห่ง จากมหาวิทยาลัยรัฐ 27 แห่งทั่วประเทศ ที่เป็นสมาชิก ทปอ. ได้ร่วมหารือเพื่อหาทางออกให้ประเทศ
นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ในฐานะคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์ เปิดเผยว่า การประชุมวันนี้ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของตัวแทนสถาบันการศึกษา ถึงแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศ ก่อนที่คณะทำงานจะนำประเด็นต่างๆ มาสรุปเป็นทางเลือก ซึ่งเบื้องต้นอาจได้ข้อสรุปในเย็นวันนี้ หรือวันพรุ่งนี้ ตามกรอบที่วุฒิสภาได้วางไว้
ทั้งนี้ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)แนะสมาชิกวุฒิสภา ยึดหลักนิติศาสตร์ในการคลี่คลายปัญหาประเทศ หารัฐบาลใหม่มาบริหารแก้วิกฤตประเทศ ปัดตอบที่มารัฐบาล เป็นรัฐบาลกลางหรือข้อสรุปชัด ขอทราบความเห็นคณะอื่นก่อนแถลงท่าทีชัด
ด้าน นายสุรชัย ระบุหลังประชุมร่วมกับทปอ.ว่า จะนำข้อเสนอที่ได้มาหาข้อสรุปในหลักการตรงกัน มาเป็นทางออกของประเทศ เป็นหลักการที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ สามารถยุติปัญหาของที่ประเทศกำลังประสบอยู่ อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิกได้เสนอข้อเรียกร้อง 4ข้อไปยังทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง คือ
1.ระหว่างการอฟังคำตอบจากวุฒิสภา ขอวิงวอน คู่ขัดแย้งทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงโดยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น เมือคือ ยิงระเบิดที่ราชดำเนิน เสียชีวิต 3ราย คือสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาแก้ไขปัญหานี้โดยเร่งด่วน
2.ขอให้นักกฎหมายออกมาการแก้วิกฤตครั้งนี้ จะใช้หลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ร่วมกัน ในการแก้ไขปัญหาประเทศโดยอย่าพยายามหยิบปมเงื่อนในทางกฎหมาย มาปฏิเสธแนวทางที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสนอ จนกฎหมายกลายเป็นโซ่ตรวนในการผูกมัดประเทศ
3. ขอชี้แจงให้สื่อทราบว่า สว. ไม่เคยพูดว่าจะใช้ ม.7 ในการแก้ไขปัญหา ทั้งหมดยังอยู่ะหว่งรับฟังความเห็นสาธารณะ ขอให้สื่ออย่าบิดเบือนข้อเท็จจริงจะยิ่งนำไปสู่การแตกแยกและทำฃายความหวังของประเทศ
4.อยากรับฟังข้อเสนอแนะ ทั้งจากรัฐบาลและแกนนำ นปช. ส่งสัญญาณผ่านสื่อ โดยติดต่อนัดสถานที่วันเวลา ไม่เป็นข้อจำกัด และขอให้ทุกฝ่าย พยายาม ยุติการกระทำยั่วยุใดๆ เพื่อให้ประคล้อยตามใช้วิธีการุรนแรงจัดการปัญหากันเอง คณะวุฒฯ กำลังทุ่มเททำงานกับภารกิจนี้เต็าที่ ทำงานทุกวัน ตระหนักดีว่าวิกฤตกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น วิงวอนไปยังรัฐบาล พรรคเพื่อไทย นปช. ให้ความร่วมมือในการทำหน้าที่หาทางออก ให้ประเทศและประนามการใช้ความรุนแรง
นายประดิษฐ์ วรรณรัตน์ รองประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยทปอ. เปิดเผยว่า ที่ทปอ. ได้รับฟังบทวิเคราะห์ทางกฎหมายจาก นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ นิด้า ซึ่งมีช่องทางจะเสนอรัฐบาลใหม่โดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 7 เชื่อว่าจะทำให้ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการยอมรับ เนื่องจากขณะนี้ประเทศชาติอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่าภาวะวิกฤต หรือ deadlock เราไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ (สส.) ไม่มีนายกตัวจริง ส่งผลให้งบประมาณใหม่เกิดขึ้นไม่ได้ เศรษฐกิจของชาติพัง สังคมเกิดความแตกแยก ไม่มีการพัฒนาประเทศ ข้อเสนอของ นายบรรเจิดได้เทียบเคียงประวัติศาสตร์การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปีพ.ศ 2476 ถึง 2551 รวม 11 ครั้ง ของประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งแต่ละครั้งเมื่อมีการลาออกของนายกรัฐมนตรีเราจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่อย่างรวดเร็ว โดยสถานการณ์ปัจจุบันที่เราไม่มี สส. บุคคลสูงสุดที่สามารถจะเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีได้ คือว่าที่ประธานวุฒิสภา ทั้งนี้ ทปอ.จะระดมนักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์ช่วยสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในการอธิบายต่อสาธารณะเกี่ยวกับมุมมองด้านกฎหมาย เพื่อยืนยันว่าหากว่าที่ประเทศวุฒิสภารับข้อเสนอดังกล่าวนี้ วิธีการต่างๆ จะอยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญ
"ทางออกของประเทศอยู่ที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับในหลักการและแนวทางก่อน ข้อเสนอของทปอ.ในวันนี้ไม่ได้มีการพูดถึงตัวบุคคล หากทุกฝ่ายยอมรับในหลักการ แล้วนำไปสู่การเสนอรายชื่อนายกคนกลางซึ่งอาจจะให้แต่ละกลุ่มเสนอรายชื่อ 3-5คนโดยอาจมีกลุ่มบุคคลที่เป็นกลางมารวบรวมรายชื่อ และดูว่าบุคคลใดที่แต่ละกลุ่มเสนอมาตรงกัน อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อเสนอและทางออกของประเทศในรูปแบบที่จะตอบสนองความต้องการของทุกฝ่ายได้"นายประดิษฐ์กล่าว
ด้านายบรรเจิด กล่าวว่า เหตุผลที่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่ประธานสว. มีอำนาจเสนอชื่อนายกฯ คนใหม่ เนื่องจาก นายกรัฐมนตรีเป็นเหมือนดาวฤกษ์ ส่วนรัฐมนตรีอีก 35 คน เหมือนดาวเคราะห์ เมื่อแสงนายกฯ ดับที่เหลือก็ดับหมด ขณะที่ประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา คือดาวฤกษ์ มีแสงในตัวเอง เพราะมาจากการเลือกตั้งของสมาชิก ขณะเดียวกันอำนาจนิติบัญญัติเป็นสูญญากาศไม่ได้ ในกรณีที่จำเป็นวุฒิสภาจะทำหน้าที่เป็นรัฐสภา ตามมาตรา 132 ซึ่งตอนนี้เราไม่มีสภาผู้แทนราษฎร์ ดังนั้น ประธานวุฒิสภาก็ต้องทำหน้าที่เป็นประธานรัฐสภา ซึ่งไม่เหมือนกับฝ่ายบริหาร ที่ไม่มีแสงในตัวเอง แต่ที่ต้องอยู่ก็เพื่อส่งมอบกุญแจให้กับรัฐบาลชุดใหม่ แต่กรณีของวุฒิสภา เขามีแสงของตัวเอง
กรณีที่นายสุรชัยจะเป็นผู้เสนอนายกฯ คนใหม่ จะอาศัยอำนาจในมาตราใดเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ นายบรรเจิด กล่าวว่า มาตรา 7 เปรียบเสมือนรอยเท้าช้าง จะใช้มาตราใดก็ได้แต่จะต้องอยู่ในกรอบนี้ ความหมายคือ จะใช้มาตรใดก็ได้ แต่มาตรา 7 จะใช้เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมาย ผู้ร่างไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต โดยเราเทียบเคียงประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระดับสากล ซึ่งตนยกตัวอย่าง 4 ประเทศ คือ อังกฤษ อเมริกา ฝรั่งเศส และเยอรมัน เมื่อเกิดภาวะวิกฤตของประเทศ องค์กรที่จะแก้ไขปัญหา จะต้องเป็นองค์กรที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนมากที่สุด เป็นองค์กรที่มีความชอบธรรมมากที่สุด เพราะฉะนั้นมาตรา 7 ใช้เพื่อแก้วิกฤตที่ไม่มีกฎหมายมาใช้โดยตรง และองค์กรที่มีความชอบธรรมที่สุดคือองค์กรที่มีการเชื่อมโยงกับประชาชนมากที่สุด
สำหรับประเทศไทย คือ สว. ตามมาตรา 122 ซึ่งสรุปได้ 3 ประการดังนี้ 1.วุฒิสภาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยย่อมมีความชอบธรรมในการดำเนินการใดๆ ในฐานะตัวแทนของปวงชนชาวไทย 2.หากการดำเนินการนั้นๆ เป็นไปด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนร่วมของปวงชนชาวไทย และ3.การกระทำของวุฒิสภาดังกล่าว กระทำโดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นหลักที่จะนำไปสู่ทางออกของวิกฤตประเทศได้ และแน่นอนว่าข้อเสนอดังกล่าวนี้ จะไม่ได้รับการยอมรับเป็นฉันทมติ แต่หากสว. ยึดตามกรอบหลักการดังกล่าว ก็มั่นใจว่าจะสามารถแก้วิกฤตได้







