posttoday
ถก "คลัง" ขยายค้ำสินเชื่อเอสเอ็มอีเป็น50%

ถก "คลัง" ขยายค้ำสินเชื่อเอสเอ็มอีเป็น50%

15 พฤษภาคม 2557

บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทยและประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจต่างได้รับผลกระทบจากการเมืองอย่างหนัก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่เริ่มอ่อนแอลง และต้องการความช่วยเหลือโดยด่วน ทั้งนี้ สมาคมธนาคารไทยจะหารือกับกระทรวงการคลัง และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ขยายการค้ำประกันความเสี่ยงเงินกู้เอสเอ็มอีจาก 15% เป็น 50% เพื่อให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีมากขึ้น

บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานสมาคมธนาคารไทยและประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจต่างได้รับผลกระทบจากการเมืองอย่างหนัก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่เริ่มอ่อนแอลง และต้องการความช่วยเหลือโดยด่วน ทั้งนี้ สมาคมธนาคารไทยจะหารือกับกระทรวงการคลัง และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ขยายการค้ำประกันความเสี่ยงเงินกู้เอสเอ็มอีจาก 15% เป็น 50% เพื่อให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีมากขึ้น

“ขณะนี้สถาบันการเงินทุกแห่งต่างช่วยลูกหนี้เอสเอ็มอีด้วยการยืดระยะเวลาการผ่อนชำระให้ และกำลังหาแนวทางลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง” บุญทักษ์ กล่าว

ความอ่อนแอดังกล่าวส่งผลต่อเสถียรภาพการจ้างงาน เพราะเอสเอ็มอีแม้สัดส่วนเศรษฐกิจจะคิดเป็นเพียง 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่มีการจ้างงานสูงถึง 80% ของการจ้างงานในประเทศ ซึ่งหากเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น ธุรกิจเอสเอ็มอีต้องปิดกิจการที่ต้องจับตา คือ ภาวะจ้างงานจะลดลง

บุญทักษ์ เผยว่า จากการประเมินภาวะเศรษฐกิจล่าสุด หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในครึ่งปีหลัง จีดีพีจะขยายตัวได้ 22.2% แต่ถ้าครึ่งปีหลังยังไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจบริหารประเทศ จีดีพีจะขยายตัวเพียง 11.5% เท่านั้น ลดลงจากที่ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบีเคยประมาณการไว้ที่ 2.7%


วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วง 23 ปีจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มซึมลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายเศรษฐกิจไทยจะพังในที่สุด และยากที่จะเห็นภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งมาจากสาเหตุเดียว คือ ปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ ประชาชนแตกแยกออกเป็น 2 ฝ่าย ซึ่งส่วนตัวยอมรับว่าไม่รู้ว่าจะชี้แนวทางแก้ปัญหานี้อย่างไร เพราะปรากฏการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยมาก่อน

ภรณี ทองเย็น อุปนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ถึงคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้ เฉลี่ยที่ 1,473 จุด ใกล้เคียงกับคาดการณ์เดิมเมื่อช่วงต้นปี เฉลี่ยอยู่ที่ 1,472 จุด โดยรอบนี้กรอบดัชนีแต่ละสำนักที่ให้ค่อนข้างกว้างระหว่าง 1,190–1,760 จุด

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นเรื่องเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ซึ่งปรับลดการเติบโตลงเหลือเฉลี่ย 2.4% จากคาดการณ์ครั้งก่อน 2.9% และความเสี่ยงทางการเมืองไทย แต่รอบนี้จะมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องการปรับลดกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้ จาก 12% เหลือ 11% ต่างจากรอบที่แล้วจะเป็นเรื่องความกังวลต่อการลดขนาดวงเงินในมาตรการคิวอีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งคาดว่าจะหมดภายในสิ้นปี 2557 นี้

“สาเหตุที่นักวิเคราะห์แนะนำให้เพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น น่าจะเป็นเพราะสถานการณ์การเมืองไทยไม่ได้มีความรุนแรง และหุ้นไทยให้ผลตอบแทนต่ำ เพียง 6% เมื่อเทียบกับกลุ่มเดียวกันอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์สูงถึง 16-17%” อุปนายกกล่าว

อนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากปัจจัยทางการเมืองครั้งนี้ จะพังจากข้างล่างขึ้นข้างบน แตกต่างจากช่วงวิกฤตปี 2540 ที่พังจากข้างบนลงข้างล่าง นั่นหมายความว่า รอบนี้รายใหญ่จะเดือดร้อนน้อยกว่า แต่รายเล็กอย่างกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะไปก่อน

ทั้งนี้ หากประเมินยอดขายไตรมาสแรกที่ผ่านมาของบริษัทใหญ่ๆ จะเห็นว่าแม้ยอดขายรายใหญ่จะตกลง แต่ยังไงก็ไม่ล้ม และรายใหญ่จะกินตลาดหมด รายกลาง รายเล็ก จะขาดสภาพคล่อง น่าเป็นห่วงมากโดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกำลังเผชิญกับภาวะขาดสภาพคล่องอย่างมาก

นอกจากนี้ ยิ่งถ้าในครึ่งปีหลังยังไม่มีรัฐบาลที่ชัดเจน ทำให้ทุกอย่างหยุดชะงักไปหมด เศรษฐกิจไทยอาจจะเจอกับเรื่องเลวร้ายกว่าที่คาดคิดไว้ จะไม่มีการอนุมัติงบประมาณ โดยเฉพาะหลังเดือนก.ย. ซึ่งเป็นช่วงหมดปีงบประมาณ 2557 แล้ว จะมีแค่เงินเดือนเท่านั้น ส่วนการลงทุนไม่มีเลย มีเพียงรถไฟฟ้า 2 สายที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง โดยตัวเลขจีดีพีที่มีพูดถึง 1% หรือ 0% ถือว่าใกล้กันมาก

"วิกฤตรอบที่แล้ว เราตายด้วยปืน นัดเดียวตายเลย แต่รอบนี้ เราตายด้วยมีด เลือดไหลไม่หยุด และไม่รู้ด้วยว่าจะหยุดเมื่อไหร่"

ขณะที่ตัวเลขหนี้เอ็นพีแอลที่เพิ่มสัดส่วนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสินเชื่อบ้าน ทั้งสินเชื่อรถ ก็เป็นสัญญาณที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ซึ่งมีแนวโน้มว่าสัดส่วนเอ็นพีแอลจะเพิ่มขึ้น ส่วนตลาดที่อยู่อาศัยที่เห็นว่ายังขยายตัว ก็กระจุกเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมต่ำล้านบาท ซึ่งน่าเป็นห่วงอีกเช่นกัน เพราะเชื่อว่าเป็นตลาดที่มีความต้องการที่จำกัด ส่วนตลาดบ้านเดี่ยว ราคา 3 ล้านบาท ยังไปได้ดี

สำหรับปัญหาการเมือง ทุกฝ่ายควรหันหน้าพูดคุยกัน เพราะหลังจากมีโอกาสได้ฟังการปราศรัยของทั้ง 2 เวทีการชุมนุม ก็มีเหตุผลทั้งคู่ แต่ไปด้วยกันไม่ได้ ปฏิวัติก็ไม่ได้ เลือกตั้งก็ไม่ได้ ทุกอย่างก็จะวนกลับมาเป็นละครฉายซ้ำอีกรอบ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ไม่น่าเกิน 6 เดือนจะต้องจบ เพราะสังคมจะกดดันจากการทำมาค้าขายไม่ได้เลย

ขณะที่ในระหว่างที่ปัญหาการเมืองยังรุมเร้า ให้ปรับตัวด้วยการเร่งสำรวจข้อมูลตลาดด้วยตัวเองว่าลูกค้าเป็นใคร ต้องการอะไร และหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีให้มากขึ้น รวมถึง ไม่ควรปลดพนักงาน เพราะจะยิ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปอีก หากวิกฤตมากๆ ให้ใช้วิธีลดเงินเดือนดีกว่า ลดคน

สัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า การเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในช่วง 4 เดือนแรกลดลงมาก โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม แต่หากมองมุมบวกก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะปีที่ผ่านมามีการเปิดตัวคอนโดมิเนียมจำนวนมากแล้ว ปีนี้ก็ถือเป็นปีปรับฐาน

ด้านตลาดต่างจังหวัดที่แม้ว่าจะลดความร้อนแรงลง แต่ในอนาคตแล้วจังหวัดที่เป็นหัวเมืองรองจะมีโอกาสเติบโตสูง และยังเป็นตลาดที่มีโอกาสในการเข้าไปลงทุน ซึ่งสะท้อนได้จากการลงทุนของภาคค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เริ่มเข้าไปปักธงในตลาดที่ไม่ใช่หัวเมืองใหญ่ โดยโมเดลเช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วในประเทศที่เมืองหลวงได้ถูกพัฒนาไปมากแล้ว ต่อจากนั้นการเติบโตในหัวเมืองรองจะเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท