posttoday
เลือกตั้งยังอลเวง

เลือกตั้งยังอลเวง

14 พฤษภาคม 2557

โดย...ทีมข่าวการเมือง

โดย...ทีมข่าวการเมือง

เป็นอีกครั้งที่รัฐบาลพยายามจัดการเลือกตั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ต้องประสบความล้มเหลวมาโดยตลอด โดยในวันที่ 14 พ.ค. รัฐบาลกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งมีแนวโน้มว่าการเลือกตั้งจะเลื่อนจากกำหนดการเดิมในวันที่ 20 ก.ค. ออกไปเป็นช่วงเดือน ส.ค. หรืออาจนานมากกว่านั้น

เดิมทีรัฐบาลมีความตั้งใจในระดับหนึ่งจะนำร่างพระราชกฤษฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯ เอง เพราะรัฐบาลมองว่ารัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจรัฐบาลในการตราพระราชกฤษฎีกา

แต่ติดตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยออกมาเมื่อไม่นานมานี้ในทำนองอำนาจการจัดการเลือกตั้งนั้นรัฐบาลและ กกต.มีอยู่ด้วยกันคนละครึ่ง เป็นผลให้รัฐบาลไม่กล้าหักด้ามพร้าด้วยเข่ากับ กกต.ด้วยการตราพระราชกฤษฎีกาเพียงฝ่ายเดียว เพราะเกรงว่าจะมีใครนำเรื่องไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ล้มเลือกตั้งอีก จึงเป็นความจำเป็นที่รัฐบาลต้องคุยกับ กกต.ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การประชุมในวันนี้ก็มีแนวโน้มว่าอาจจะไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจาก กกต.เตรียมโจทย์ให้รัฐบาลตอบถึง 3 ข้อ ซึ่งไม่ต่างกับการสร้างเงื่อนไขให้รัฐบาลต้องดำเนินการภายใต้กติกาของ กกต.

1.นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ ต้องมาพบกับ กกต.ด้วยตัวเอง พร้อมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง เช่น รัฐมนตรีมหาดไทย กลาโหม ศึกษาธิการ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

2.รัฐบาลต้องมีความชัดเจนและมีคำตอบประเด็นข้อกฎหมายว่า นิวัฒน์ธำรง มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ และรับสนองพระบรมราชโองการร่างพระราชกฤษฎีกา แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไปหรือไม่

3.รัฐบาลมีความเห็นอย่างไรกับการที่ กกต.จะให้มีการบรรจุถ้อยคำว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉินจำเป็นให้ กกต.สามารถเลื่อนวันเลือกตั้ง โดยให้รัฐบาลออกเป็นพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้

โจทย์ทุกข้อที่ กกต.ตั้งขึ้นรัฐบาลเตรียมให้ความร่วมมือ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขอย่างเต็มที่ เพราะตัวเองในฐานะพรรคการเมืองต้องการให้ประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เพียงแค่ขอให้ กกต.กับรัฐบาลสามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้อย่างเป็นทางการก็พอ

แต่สำหรับโจทย์ข้อ 2 และ 3 นับว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องคิดหนักอยู่พอสมควร

อย่างในเรื่องอำนาจนายกฯ รักษาการนั้น หาก นิวัฒน์ธำรง ยืนยันต่อ กกต.เป็นลายลักษณ์อักษรว่าตัวเองมีอำนาจสมบูรณ์เทียบเท่ากับนายกฯ ตัวจริงก็เหมือนกับได้สร้างความผูกมัดถึง 2 ปมใหญ่

ปมที่ 1 รัฐบาลไม่อาจชะลอการนำชื่อ สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นประธานวุฒิสภาได้อีก หลังจากก่อนหน้านี้อ้างว่าต้องส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความอำนาจนายกฯ รักษาการ

เดิมรัฐบาลพยายามเล่นการเมืองกับวุฒิสภา เพื่อป้องกันไม่ให้ประธานวุฒิสภาเข้ามาทำหน้าที่เสนอนายกฯ มาตรา 7 รวมไปถึงการดำเนินการถอดถอน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ แต่ถ้าเมื่อนายกฯ ตัวสำรองมีอำนาจสมบูรณ์เสมือนนายกฯ ตัวจริงฉันใด ก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินการแต่งตั้งประธานวุฒิสภาเช่นกัน โดยไม่สามารถละเว้นกระบวนการดังกล่าวได้ฉันนั้น

มิเช่นนั้นอาจถูกดำเนินคดีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 แม้คดีลักษณะนี้จะไม่มีผลต่อรัฐบาลในทันที แต่สถานการณ์คาบลูกคาบดอกเช่นนี้ก็ไม่เหมาะสมที่รัฐบาลจะหาเรื่องใส่ตัว เพราะอาจเสี่ยงต่อการถูกชี้มูลความผิดจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ปมที่ 2 รัฐบาลต้องรับความเสี่ยงต่อการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายจากกรณีการให้นิวัฒน์ธำรงเป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งและเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

แม้ภายใต้แนวทางนี้รัฐบาลจะได้เลือกตั้งสมใจปรารถนา แต่ก็จะนำมาซึ่งปัญหาได้เช่นกัน และนิวัฒน์ธำรงต้องรับผิดชอบแบบเต็มๆ หากในอนาคตเกิดสถานการณ์ที่การเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะ โดยมีสาเหตุมาจากการไม่มีอำนาจเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการของนิวัฒน์ธำรง

ส่วนเรื่องการยอมให้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปไว้ในพระราชกฤษฎีกาตามข้อเสนอของ กกต.นับเป็นอีกปัญหาที่รัฐบาลลังเลอยู่พอสมควร

ด้านหนึ่งการทำเช่นนั้นจะไม่ต่างอะไรกับการมอบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดให้กับ กกต.แต่เพียงฝ่ายเดียว เช่น หากเกิดกรณีที่กลุ่ม กปปส.ไปล้อมหน่วยเลือกตั้ง หรือกรณีอื่นๆ จะเป็นผลให้ กกต.มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการตัดสินร่วมกันกับรัฐบาล

ขณะเดียวกัน ด้วยอำนาจดังกล่าว กกต.ย่อมอาศัยเป็นข้ออ้าง เพื่อเลื่อนการเลือกตั้งจนกว่าสถานการณ์ของประเทศจะกลับเข้าสู่ความสงบ

ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า กกต.เคยแสดงท่าทีทั้งทางตรงและทางอ้อมมาแล้วหลายครั้งว่า ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งได้ เพราะจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้มีความรุนแรงมากขึ้น จนนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่มีทางยอมโอนอ่อนไปตาม กกต.แน่นอน เพราะรู้อยู่แล้วการยอมให้ กกต.จะทำให้การเลือกตั้งไปไม่ถึงฝั่งความต้องการของรัฐบาลเอง ทำให้รัฐบาลต้องหาข้อต่อรองกับ กกต. เพื่อให้ กกต.ลดเงื่อนไขลงมา

แต่แน่นอนว่า กกต.ย่อมไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของรัฐบาล เพราะจะเท่ากับเป็นการบีบให้ กกต.ต้องมาร่วมเดินหน้าจัดการเลือกตั้งและร่วมรับผิดกับรัฐบาล หากในอนาคตการเลือกตั้งต้องเป็นโมฆะ

ดังนั้น ที่สุดแล้วการประชุมระหว่าง กกต.และรัฐบาลเป็นเรื่องยากที่จะหาผลสรุปได้ และคงหนีไม่พ้นการไปตัดสินที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง เพียงแต่รอเวลาและให้กระบวนการขัดแย้งระหว่างองค์กรเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งนั่นหมายถึงการเลือกตั้งที่ต้องล่าช้าออกไปอีก เว้นเสียแต่จะมีปาฏิหาริย์ที่ช่วยให้ กกต.และรัฐบาลสามารถตกลงกันได้ โดยไม่ต้องพึ่งศาลรัฐธรรมนูญ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท