posttoday
ไทยป่วนฉุดอาเซียนแผ่วหวั่นเออีซีสะเทือน

ไทยป่วนฉุดอาเซียนแผ่วหวั่นเออีซีสะเทือน

14 พฤษภาคม 2557

ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ รักษาการ

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ รักษาการ จากคดีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงอย่างไม่เป็นธรรม สถานการณ์การเมืองในไทยก็ดูจะกลับมาอยู่ในความสนใจของคนทั่วโลกอีกครั้ง เนื่องจากหวั่นเกรงว่าภาวะสุญญากาศทางการเมืองอาจกลายเป็นเหตุนำไปสู่ความรุนแรงขึ้น

จึงไม่แปลกที่ประชาคมโลก ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ไปจนถึงสหรัฐ ต่างออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในไทยเร่งแก้ปัญหาโดยสันติวิธีและยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย

ไม่เว้นแม้แต่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่ล่าสุดในระหว่างการประชุมสุดยอดที่กรุงเนย์ปิดอว์ ประเทศพม่า ก็ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ไทยเร่งแก้วิกฤตการเมืองภายในอย่างสันติวิธีโดยเร็ว ผ่านทางการเจรจาหารือกัน ยึดมั่นอยู่บนหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย

นับเป็นท่าทีที่ไม่สร้างความประหลาดใจพอสมควร เนื่องจากปกติอาเซียนมักจะไม่ค่อยออกแถลงการณ์ถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศบ่อยนัก เพราะหวั่นเกรงว่าจะละเมิดต่อหลักการการไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งอาเซียนมาตั้งแต่ยุคแรกๆ

กระนั้น ประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบังยูโดโยโน แห่งอินโดนีเซีย ได้ออกมาชี้แจงแถลงไขล่าสุด ว่า แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การแทรกแซงกิจการภายในของไทย หากแต่เป็นการแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ของเพื่อนสมาชิกอาเซียนด้วยกันเท่านั้น เนื่องจากเกรงว่าสถานการณ์การเมืองในไทยที่ย่ำแย่จะส่งผลกระทบลามออกไปยังประเทศอื่นๆ ของอาเซียนด้วย

ถ้อยแถลงของผู้นำอิเหนาถือเป็นเครื่องสะท้อนถึงมุมมองของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่มีต่อวิกฤตการเมืองไทยที่ยืดเยื้อมายาวนานได้เป็นอย่างดี เพราะขณะนี้เพื่อนบ้านมองว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาของไทยประเทศเดียว หากแต่เป็นปัญหาโดยรวมของทั้งภูมิภาคไปแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยจากวิกฤตการเมืองของแดนสยามเมืองยิ้ม กำลังกลายมาเป็นตัวบั่นทอนความคืบหน้าในการผลักดันในอาเซียนก้าวไปสู่การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2015 นี้

เหตุก็เพราะว่า ที่ตั้งของไทยถือเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ทั้งการเชื่อมโยงการเดินทาง การขนส่งของภูมิภาค และเป็นฐานการผลิตสินค้าและบริการที่สำคัญ มิหนำซ้ำยังเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันวาระต่างๆ ในอาเซียนอีกด้วย

ดังนั้น การที่ไทยยังมัวแต่จมอยู่กับวิกฤตการเมืองอยู่ จึงทำให้ความเจริญก้าวหน้าของกลุ่มสมาชิกอาเซียนอีก 9 ประเทศที่เหลือต้องพลอยสะดุดลงตามไปด้วย แม้ว่าล่าสุดเลขาธิการอาเซียนจะออกมาเผยว่าแผนการมุ่งสู่เออีซีบรรลุเป้าหมายไปแล้วกว่า 80% ก็ตาม

กล่าวได้ว่า ความฝันของการเป็นเออีซีกำลังเป็นสิ่งที่ทุกชาติในอาเซียนกำลังให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยสร้างโอกาสการพัฒนาของภูมิภาคร่วมกัน เนื่องจากจะทำให้ทั้ง 10 ชาติกลายเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน ซึ่งหมายความว่าจากปลายปี 2015 เป็นต้นไป ประชากรกว่า 600 ล้านคนในอาเซียนจะสามารถเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานที่มีฝีมือในภูมิภาคได้อย่างอิสระเสรีมากขึ้น

สิ่งที่เพื่อนบ้านในอาเซียนต่างแสดงความเป็นห่วงอย่างมาก คือ ผลพวงความขัดแย้งทางการเมืองของไทยกำลังทำให้แผนการพัฒนาต่างๆ ของไทยต้องสะดุดลง ซึ่งคาดว่าจะฉุดรั้งให้ภูมิภาคต้องสะดุดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะโครงการพัฒนาระบบโครงสร้างขั้นพื้นฐานและระบบรถไฟความเร็วสูงในประเทศ หรือที่รู้จักกันในนามว่า พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่ต้องกลายเป็นหมันไป

การขาดหายไปของแผนการพัฒนาระบบรางและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มิเพียงแต่จะทำให้ระบบขนส่งของไทยจมปลักล้าหลังเท่านั้น แต่ยังทำให้แผนการเชื่อมโยงในภูมิภาคเข้าหากัน เช่น แผนการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อลงมาจากจีนตอนใต้ เพื่อวิ่งไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์ ต้องหลุดลอยออกไป

เพราะส่วนสำคัญของเส้นทางนั้นต้องพาดผ่านประเทศไทยไปเพื่อเชื่อมต่อจากลาว เพื่อผ่านไปยังตอนใต้ที่มาเลเซียได้ขาดหายไป ดังนั้นการที่โครงการในไทยไม่คืบหน้า โครงการเชื่อมต่อระบบรางของพญามังกรจีนมายังอาเซียนจึงต้องหลุดลอยออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ปัญหาการพัฒนาประเทศที่สะดุดลงของไทยจากผลพวงของวิกฤตการเมือง ยังทำให้โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมที่เมืองทวายในพม่า ก็มีอันต้องประสบปัญหาล่าช้าตามไปด้วย เพราะส่วนสำคัญของโครงการดังกล่าวจะไม่สามารถเดินหน้าได้เลย หากขาดซึ่งการเชื่อมต่อและความร่วมมือจากฝั่งไทยแลนด์

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เหล่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนจะจับตามองดูสถานการณ์ในไทยด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ถึงขนาดที่หนังสือพิมพ์จาการ์ตา โกลบ จากอินโดนีเซีย ต้องออกบทบรรณาธิการแสดงความเห็นว่า อยากให้ไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เนื่องจากภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองของไทยกำลังทำให้การก้าวไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนประสบความยากลำบากมากขึ้น

ขณะเดียวกัน บทบรรณาธิการสื่อสิ่งพิมพ์ชื่อดังแดนอิเหนายังเผยอีกว่า ปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อทำให้บทบาทและเสียงของไทยในอาเซียนดูขาดพลังในการผลักดันสิ่งต่างๆ ลง จนทำให้ไทยไม่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของภูมิภาคอีกด้วย

อย่างไรดี นอกเหนือจากปัจจัยความวุ่นวายการเมืองในไทยแล้ว หนังสือพิมพ์ฟิลสตาร์ จากฟิลิปปินส์ ได้ให้ความเห็นอีกว่า ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น กัมพูชา ที่กำลังเผชิญกับการลุกขึ้นมาต่อต้านของฝ่ายค้าน ไปจนถึงอินโดนีเซียทั้งมีการเลือกตั้งใหญ่เกิดขึ้น ก็ถือเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญในการจะทำให้ความหวังในการเข้าสู่เออีซีในปลายปี 2015 นี้ อาจต้องหลุดลอยออกไป

มิหนำซ้ำ ยิ่งในปีนี้มีปัจจัยภายนอกภูมิภาคอย่างการลดการใช้มาตรการอัดฉีดทางการเงิน (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ก็คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญกับความผันผวนหนักขึ้น

โดยเฉพาะอินโดนีเซียนั้น คาดว่าจะยิ่งเผชิญกับปัญหาเงินทุนไหลออกจากประเทศมากขึ้น หลังจากที่เฟดทยอยลดการใช้คิวอีลง

หากแดนอิเหนาต้องประสบปัญหาทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองบวกกับความผันผวนจากทุนไหลออก คาดว่าอาเซียนคงประสบปัญหาใหญ่ เพราะที่ผ่านมาอินโดนีเซียมีบทบาทสำคัญในการผลักดันวาระต่างๆ ในเวทีอาเซียนมาโดยตลอด โดยเฉพาะยิ่งเมื่อระยะหลังที่ผ่านมาไทยแทบจะหายหน้าไปเลยหลังจากเกิดวิกฤตการเมืองมาตลอด

ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ปัญหาของประเทศหนึ่งในวันนี้ มิอาจถือได้ว่าเป็นธุระของประเทศนั้นอย่างเดียวเสียแล้ว เพราะผลกระทบนั้นได้ลากรวมเอาทั้งภูมิภาคเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเสียแล้ว

จึงเป็นหน้าที่ที่ทุกชาติควรตระหนักให้ดีว่า ในด้านหนึ่งนอกจากจะต้องรับผิดชอบกับประเทศตนเองแล้ว อีกด้านหนึ่งยังต้องมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมในภูมิภาคให้ต้องคิดคำนึงด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท