
รัสเซียอ้าแขนรับมังกรชดเชยแรงคว่ำบาตรตะวันตก
แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปจนเกือบครึ่งปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์การเผชิญหน้าของสองขั้วมหาอำนาจโลก
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปจนเกือบครึ่งปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์การเผชิญหน้าของสองขั้วมหาอำนาจโลก ระหว่างชาติตะวันตกกับรัสเซีย ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตการเมืองในยูเครน จะทวีความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ
ล่าสุด บรรดาชาติตะวันตก ทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ต่างออกมาป่าวประกาศว่าจะเพิ่มการใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียให้เข้มข้นขึ้น โดยมุ่งเน้นไปทางเศรษฐกิจ การเงิน และพลังงาน หลังจากไม่พอใจที่รัสเซียไม่ใช้ความพยายามมากพอในการเข้าไปโน้มน้าวให้ชาวเมืองยูเครนตะวันออกในเมืองโดเน็กส์และลูฮันส์ ล้มเลิกการทำประชามติขอแบ่งแยกดินแดนเป็นอิสระจากรัฐบาลกลางยูเครนในกรุงเคียฟ
ถึงกระนั้น ดูเหมือนว่ารัสเซียจะไม่ค่อยสนใจต่อคำขู่หรือแสดงอาการหวาดหวั่นต่อการลงโทษของชาติตะวันตกเสียเท่าไหร่นัก ทั้งๆ ที่ปัจจุบันเศรษฐกิจของแดนหมีขาวเองก็ตกอยู่ในภาวะอ่วมอรทัยจากผลการใช้มาตรการคว่ำบาตรไม่น้อย ทั้งเงินทุนที่ไหลออกอย่างหนัก ค่าเงินที่ร่วงลงอย่างน่าใจหาย ไปจนถึงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย
โดยเมื่อเดือนที่แล้ว กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกมาเผยว่า เศรษฐกิจรัสเซียได้ก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคแล้ว ขณะเดียวกันก็ได้ตัดลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ลงมาเหลืออยู่เพียงแค่ 0.2% เท่านั้น
เหตุที่ทำให้รัฐบาลแดนหมีขาวหาญกล้าลุกขึ้นมาแข็งข้อกับมหาอำนาจตะวันตกอย่างไม่สะทกสะท้านนั้น นอกจากจะเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีในการรักษาเขตอิทธิพลดั้งเดิมตนเองในยูเครนแล้ว ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการที่รัสเซียรู้สึกมั่นใจต่อการมีพันธมิตรและหุ้นส่วนทางการค้ารายใหม่ๆ จากเอเชีย โดยเฉพาะจาก จีน ซึ่งจะเข้ามาช่วยชดเชยผลกระทบจากการที่รัสเซียโดนลงโทษคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากมหาอำนาจตะวันตก
ปัจจุบัน รัสเซียกับ จีนได้มีการลงนามและสร้างข้อตกลงการค้าต่างๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก โดยในจำนวนข้อตกลงเหล่านี้ประกอบไปด้วย ข้อตกลงการซื้อขายน้ำมันระยะยาวมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะทำให้รัสเซียสามารถเข้าถึงตลาดผู้บริโภคพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้อย่างง่ายดาย
เป็นผลทำให้รัฐบาลแห่งกรุงมอสโกกล้าที่จะไม่ง้อตะวันตก หากว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียขึ้นมา โดยเฉพาะในด้านพลังงาน ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่ทำรายได้สำคัญของประเทศ
เพราะรัสเซียรู้ว่าจะสามารถหาลูกค้ารายใหม่จากเอเชียเข้ามาชดเชยการขาดหายไปของชาติตะวันตกได้ โดยเฉพาะยุโรป ที่เป็นลูกค้ารายสำคัญของรัสเซีย
นอกจากเรื่องของพลังงานแล้ว รัสเซียยังเตรียมเปิดประตูการค้าการลงทุนเพื่อต้อนรับเงินทุนจากจีนอีกด้วย เพื่อหวังจะดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนแดนมังกรเข้ามาชดเชยเม็ดเงินจากการลงทุนจากตะวันตกที่หายไปเป็นจำนวนมาก หลังจากมีการใช้มาตรการคว่ำบาตรออกมา
โดยเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลรัสเซีย 2 ราย ได้ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์ก ว่า ขณะนี้ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย มีแผนที่จะเปิดให้นักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในภาคอุตสาหกรรม อสังหาริมทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนถึงทรัพยากรธรรมชาติ
การเปิดประตูรับเงินทุนจากจีนถือเป็นการตอบโจทย์ความต้องการทางเศรษฐกิจรัสเซียที่ตรงจุดที่สุด เพราะขณะนี้เศรษฐกิจแดนหมีขาวเองก็กำลังตกอยู่ในสภาวะง่อนแง่นอยู่มากทีเดียว
โดยเพียงเฉพาะแค่ในไตรมาสแรกปีนี้นักลงทุนต่างชาติได้ขนเงินออกจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของรัสเซียไปแล้วมากถึง 5,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับตัวเลขเงินทุนไหลออกทั้งปีของรัสเซียเมื่อปี 2013 ซึ่งอยู่ที่ 6,100 ล้านเหรียญสหรัฐเข้าไปทุกขณะแล้ว
ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกปีนี้ตลาดหุ้นไมเส็กของรัสเซียได้ดิ่งไปแล้วถึง 13.7% เทียบกับตลาดหุ้นในกลุ่มชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ร่วงเพียงแค่ 5%
นอกจากนี้ ในสายตาของรัสเซียแล้ว การที่รัฐบาลมอสโกหันมามีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนมากขึ้น ก็ยังถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เพราะพญามังกรจีนคือประเทศที่มีอนาคตที่สดใสและมีแววว่าจะก้าวทะยานขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกแทนที่สหรัฐภายในอีกไม่กี่สิบปีนี้อีกด้วย
เมื่อช่วงกลางเดือนที่แล้ว ปูติน ก็เพิ่งจะให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งในประเทศรัสเซีย ว่า รัสเซียจะมุ่งพัฒนาความสัมพันธ์กับจีน และทั้งสองประเทศจะมีบทบาทสำคัญต่อระบบโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยุคใหม่ นับเป็นถ้อยแถลงของผู้นำแดนหมีขาวที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของพญามังกรจีนที่ทวีบทบาทความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดี ผลประโยชน์จากการมุ่งหันไปให้ความสัมพันธ์กับจีนของรัสเซียเพื่อลดผลกระทบจากการใช้มาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก ดูเหมือนว่าจะไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่เฉพาะรัสเซียเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น เพราะในฟากฝั่งของจีนก็ได้รับประโยชน์ไปไม่น้อยเช่นกัน
เนื่องจากการเปิดประตูรับการลงทุนของพญามังกรมากขึ้น ก็เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสการค้าการลงทุนใหม่ๆ ในดินแดนหมีขาวให้กับนักลงทุนจากจีน หลังจากที่ผ่านมาในอดีตการเข้าไปลงทุนในรัสเซียของจีนเป็นไปอย่างยากลำบากและมีเงื่อนไขทางกฎหมายที่ยุ่งยาก
ปัจจุบัน รัสเซียกับจีนได้เริ่มมีโครงการการลงทุนร่วมกันมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการสำรวจและขุดเจาะพลังงาน ซึ่งนักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่าน่าจะมีการเติบโตอีกมาก เนื่องจากจีนยังคงขาดแคลนแร่และวัตถุดิบสำคัญทางเศรษฐกิจบางอย่าง เช่น แร่เหล็ก ถ่านหิน ไปจนถึงแร่ทองแดง
นอกจากนี้ จีนยังถือเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในบริษัท โอเอโอ ยูราลคาลี ผู้ผลิตแร่โปรแตส ถึง 12.5% ขณะที่บริษัท ไชน่า นอร์ท อิดัสทรี คอร์ป ได้วางแผนที่จะไปหาแหล่งแร่นิกเกิลและทองแดง โดยร่วมมือกับมหาเศรษฐีของรัสเซียอีกด้วย
จึงนับเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสอย่างแท้จริงสำหรับรัสเซีย เพราะในมุมหนึ่งนอกจากการเข้ามาใกล้กับจีนจะช่วยลดและชดเชยผลกระทบจากการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกแล้ว ในอีกทางหนึ่งก็ยังเป็นการเปิดโอกาสการค้าใหม่ๆ ไปยังตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงในอนาคตอีกด้วย
ส่วนจีนก็ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ จากโอกาสทางการค้าการลงทุนที่สามารถทำได้ง่ายดายขึ้น







