
เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร
ถ้ามีใครถามว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อปีที่แล้วคำตอบที่ได้รับคือเศรษฐกิจไทยปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้วแน่นอน โดยอาจจะขยายตัวขึ้นได้ถึงร้อยละ 5 ทั้งๆ ที่การบริโภคภายในประเทศ การลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐจะยังไม่ฟื้นตัว รายได้ที่นำมาใช้จ่ายได้ของประชาชนยังไม่เพิ่มขึ้น เพราะต้องรับภาระที่ก่อขึ้นจากโครงการประชานิยม โดยเฉพาะโครงการรถคันแรกของรัฐบาล การลงทุนภาคเอกชนยังชะลอตัวเพราะคงไม่มีใครลงทุนเพิ่มขึ้น ถ้าการบริโภคภายในประเทศไม่เพิ่มขึ้น ยกเว้นการลงทุนผลิตเพื่อส่งออก และแน่นอนว่าตราบใดที่ยังมีปัญหาทางการเมือง การใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ถ้ามีใครถามว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อปีที่แล้วคำตอบที่ได้รับคือเศรษฐกิจไทยปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้วแน่นอน โดยอาจจะขยายตัวขึ้นได้ถึงร้อยละ 5 ทั้งๆ ที่การบริโภคภายในประเทศ การลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐจะยังไม่ฟื้นตัว รายได้ที่นำมาใช้จ่ายได้ของประชาชนยังไม่เพิ่มขึ้น เพราะต้องรับภาระที่ก่อขึ้นจากโครงการประชานิยม โดยเฉพาะโครงการรถคันแรกของรัฐบาล การลงทุนภาคเอกชนยังชะลอตัวเพราะคงไม่มีใครลงทุนเพิ่มขึ้น ถ้าการบริโภคภายในประเทศไม่เพิ่มขึ้น ยกเว้นการลงทุนผลิตเพื่อส่งออก และแน่นอนว่าตราบใดที่ยังมีปัญหาทางการเมือง การใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
แล้วทำไมถึงมีการคาดหมายว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว คำตอบคือ การส่งออกของไทยจะขยายตัวตามเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป ซึ่งคาดว่าจะฟื้นตัวในปีนี้ทำให้มีการตั้งเป้าหมายการขยายตัวของการส่งออกเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 57 และมีการกำหนดนโยบายการบริหารเศรษฐกิจให้ขยายตัวตามเป้าหมายโดยการเร่งรัดการส่งออกให้ขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม ผลของการขยายตัวของการส่งออกใน 3 เดือนแรกของปีนี้ ไม่เป็นไปตามคาดหมาย ทำให้คาดกันว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกอาจติดลบจากระยะเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ประมาณร้อยละ 1 ถึง 1.8
ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทำให้หลายฝ่ายลดเป้าหมายอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 1 หรือต่ำกว่านั้น หรืออาจติดลบถ้าการส่งออกของไทยไม่ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามเป้า ซึ่งใครต่อใครต่างปรับเป้าหมายการขยายตัวของการส่งออกลงจากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 12 ยกเว้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ กระทรวงพาณิชย์ที่ยังยืนยันตัวเลขเดิม ซึ่งน่าชมเชยความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการส่งออกให้เป็นไปตามเป้า ส่วนจะทำได้หรือไม่คงต้องติดตามดูกันต่อไป
สรุปแล้วคือตัดสินว่าเศรษฐกิจไทยจะโตขึ้นหรือไม่ เท่าไหร่จึงขึ้นอยู่กับการขยายตัวของการส่งออกในเวลาประมาณ 9 เดือนที่เหลือว่าจะทำได้ดีแค่ไหน สามารถชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปในไตรมาสแรกได้หรือไม่ กล่าวกันว่าจะต้องส่งออกให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลขการส่งออกจึงจะขยายตัวได้ตามเป้าร้อยละ 5
อย่างไรก็ตาม น่าหนักใจแทนกระทรวงพาณิชย์ เพราะการส่งออกจะขยายตัวได้ถ้าเศรษฐกิจโลกขยายตัวตามที่คาด แต่ตั้งแต่ต้นปีมาดูเหมือนว่าโลกนี้ช่างยุ่งจริงหรอ วุ่นวายจริงหนอ ตามที่พระท่านว่า จนน่าเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวตามที่ตั้งความหวังกันไว้หรือเปล่า
ถ้าลองสำรวจโลกดูจะเห็นว่า ขณะนี้องค์กรระดับโลก เช่น องค์การสหประชาชาติ หรือระดับภูมิภาค เช่น องค์การนาโต ต่างกำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงในยุโรป กรณีข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่กำลังมีปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดน ซึ่งอาจนำมาซึ่งการทำสงครามระหว่างประเทศทั้งสอง ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐและพันธมิตรในยุโรป ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลยูเครนกับรัสเซียซึ่งสนับสนุนฝ่ายที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนยูเครนมารวมกับรัสเซีย
ขณะนี้มีการใช้มาตรแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจบางส่วนโดยสหรัฐกับพันธมิตรในยุโรปต่อรัสเซีย ซึ่งอาจนำไปสู่การแซงก์ชั่นเต็มรูปแบบเพราะสถานการณ์พาไปต่อไป และจะทำให้เศรษฐกิจของยุโรป สหรัฐ และรัสเซียได้รับผลกระทบทางลบ เพราะรัสเซียไม่ใช่ประเทศที่ไร้น้ำยาจะตอบโต้มาตรการแซงก์ชั่นของประเทศตะวันตก รัสเซียเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ และมีการลงทุนข้ามพรมแดนระหว่างกันและกันมากพอสมควร
นอกจากปัญหาเรื่องนี้แล้ว ถ้าจำไม่ผิดในปีหน้าสหภาพยุโรปจะยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางการค้าหรือจีเอสพีต่อไทย จะทำให้การส่งออกสินค้าบางประเภทของไทยไปยุโรป เช่น กุ้งแช่แข็งได้รับผลกระทบ มีการประมาณการกันว่ารายได้จากการส่งออกของไทยอาจลดลงเพราะเรื่องนี้เกือบแสนล้านบาทต่อปี อาจไม่มากนักเมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่จะทำให้การขยายตัวของการส่งออกของไทยไปยุโรปไม่สะดวกง่ายดายอย่างที่คิด
อย่างไรเสียหวังว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหายูเครนจะไม่ทำให้นักท่องเที่ยวจากรัสเซียซึ่งเข้ามายึดครองภูเก็ตและพัทยาอยู่เวลานี้จะไม่ลดลง ไม่อย่างนั้นนอกจากรายได้ส่งออกจะไม่เพิ่มขึ้น รายได้ตัวช่วยจากการท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งคงยุ่งกันใหญ่
นอกจากสหรัฐและยุโรปแล้ว คู่ค้าใหญ่ของไทย เช่น จีน ก็กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวลง มีข่าวว่าฟองสบู่หลายตัวในจีน โดยเฉพาะฟองสบู่จากภาคอสังหาริมทรัพย์ใกล้ที่จะแตก ราคาอสังหาริมทรัพย์ในบางมณฑลของจีนลดลงแล้วประมาณ 40% สถาบันการเงินประเภท NonBank มีปัญหาหนี้เสีย รัฐบาลท้องถิ่นสร้างหนี้จนไม่อาจรับภาระได้ และการส่งออกในภาพรวมเริ่มชะลอตัวลง ทำให้การนำเข้าเพื่อการผลิตสินค้าส่งออกลดลงตามไปด้วย ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกลดลง เช่น ราคายางพาราของไทย เป็นต้น และจากออสเตรเลีย
ส่วนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ญี่ปุ่น และจีน ก็ดูเหมือนว่ากำลังจะเผชิญหน้ากันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะปัญหาการแย่งกรรมสิทธิ์ในเกาะหรือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ที่ทุกประเทศอ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของตน แต่เวียดนามเกิดเข้าไปตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมัน ทำให้เรือรบจีนฉีดน้ำความดันสูงเข้าไปขัดขวาง ซึ่งถ้าสถานการณ์บานปลายเกิดใช้กระสุนหรือระเบิดแทนน้ำสั่งสอน ก็อาจก่อให้เกิดวิกฤตใกล้บ้านไทย อีกแห่งหนึ่งที่กระทบต่อเศรษฐกิจ
ส่วนเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญอีกประเทศหนึ่งคือญี่ปุ่น ก็ใช่ว่าจะดีขึ้นตามที่คาดหลังจากที่ได้ขยายตัวขึ้น วูบหนึ่งจากที่นำมาตรการคิวอีมาใช้ตามสหรัฐ แต่หลังจากนั้นการขยายตัวเริ่มชะลอตัวลง แต่ภาวะเงินเฟ้อได้เพิ่มสูงขึ้น เพราะญี่ปุ่นต้องนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและพลังงานจากต่างประเทศ เมื่อเงินเยนลดค่าลงเพราะมาตรการคิวอี ทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นจริง แต่ขณะเดียวกันมูลค่าการนำเข้าก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะค่าของเงินทำให้สินค้าในประเทศราคาแพงขึ้น ผู้คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย รายได้รัฐบาลไม่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 8 เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และอาจจะปรับขึ้นเป็นร้อยละ 10 หรือ 12 ต่อไปในอีก 12 ปีข้างหน้า เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น จนทำให้รัฐบาลต้องยอมเบิกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปท่องเที่ยวในญี่ปุ่นได้โดยไม่ต้องทำวีซ่าเพื่อหารายได้เข้าประเทศและเพิ่มรายได้ให้รัฐบาล
สำหรับประเทศไทยเอง ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าปัญหาทางการเมืองจะยุติลงเมื่อไร จะยุติลงในรูปแบบใด ยุติลงแล้วจะเป็นอย่างไร รัฐบาลใหม่จะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองหรือปฏิรูปได้เมื่อไร หรือไม่ เพราะปัญหาเหล่านี้ถูกสะสมหมักหมมไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถ้าทอดเวลายาวนานออกไปผลกระทบที่มีต่อการส่งออกจะรุนแรงขึ้น ถ้าผู้นำเข้าสินค้าจากไทยไม่เชื่อมั่นว่าผู้ส่งออกของไทยจะสามารถส่งสินค้าให้ได้ตามที่ตกลงกันเพราะปัญหาการขยายตัวกระทบถึงฐานการผลิตของผู้ส่งออก และระบบการขนส่งของประเทศ
ทั้งหมดนี้คือความเสี่ยงที่อาจกระทบถึงการส่งออกของไทยว่าจะขยายตัวได้ตามเป้าหรือไม่ และเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไรในปีนี้ ในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Sector)
อย่างไรก็ตาม ต้องอย่าลืมว่าถ้าเศรษฐกิจในภาคการเงิน (Financial Sector) มีปัญหา เศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงไม่แพ้กับผลกระทบจากภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง เพราะระยะนี้มีข่าวว่านักลงทุนระดับโลกหลายราย เช่น Marc Faber ได้แสดงความเห็นว่า เขาเชื่อว่าตลาดหลักทรัพย์ในโลกจะล้มลงรุนแรงกว่าวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1987 โดยราคาหลักทรัพย์จะลดลงประมาณ 50% ภายใน 12 เดือน ข้างหน้า เพราะราคาหุ้นมิได้สะท้อนผลประกอบการของบริษัท แต่ขึ้นอยู่กับราคาขาย (PricetoSales) และมาตรการกระตุ้นของธนาคารกลาง
ส่วนปรมาจารย์ด้านการลงทุนอีกคนหนึ่งคือ Warren Buffet ได้ออกมาพูดทำนองเดียวกันว่า ตลาดหุ้นอาจจะล้มครืนลงในปี 2014 เพราะมูลค่าตลาดของราคาหุ้นคือรายได้ประชาชาติ (Total MarketCap to GDP ratio) สูงเกินไป
แน่นอนครับว่า มีผู้ไม่เห็นด้วยและเห็นว่าทั้ง Faber และ Buffet เป็นนักลงทุนประเภทขาลงและอนุรักษนิยมเกินไป ใครจะถูกใครจะผิดคงต้องดูกันต่อไป แต่สำหรับผมเองคิดว่าอะไรที่เกิดขึ้นเพราะการอัดฉีดลมเข้าไปเมื่อถึงเวลาก็จะต้องตกลงมาเป็นธรรมดา คงต้องสังวรไว้ว่าการลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยงก็แล้วกันครับ







