
ธุรกิจไทย...มองเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์หรือยัง
การที่รัฐบาลใหม่มีอำนาจเต็มจะช่วยสร้างความมั่นใจแก่นักธุรกิจให้เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ได้บ้าง แต่ผมคิดว่ายังมีความอ่อนแอแฝงอยู่
โดย...ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ไม่ว่าท่านจะชอบหรือไม่ชอบ แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ทำให้สถานการณ์การเมืองเข้าถึงจุดเปลี่ยนผ่านแล้ว ถ้าให้ผมเดาว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ผมคิดว่าประตูสู่การเลือกตั้งน่าจะยังเปิดยาก จึงขอเดาว่าจะมีรัฐบาลเฉพาะกิจ ที่จะทำให้ธุรกิจไทยมองเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์
รัฐบาลชั่วคราวคงจะเน้นการปฏิรูปเป็นหลัก ซึ่งจะมีหลายเรื่องในด้านเศรษฐกิจนั้น ระเบียบวาระเร่งด่วนน่าจะรวมถึงเรื่องต่อไปนี้
หนึ่ง ต้องเร่งกู้เงินเพื่อชำระหนี้แก่ชาวนาทันที เพราะเงินที่รัฐบาลเก่าค้างชำระชาวนานั้น ทำให้เงินไม่หมุนไป และกระทบต่อกำลังซื้อในชนบทอย่างมาก รัฐบาลใหม่จึงจำเป็นต้องคลายปมนี้โดยด่วนที่สุด
สอง ต้องเร่งปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว ตรวจนับสต๊อกทันที หากมีข้าวสูญหายก็ต้องดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป นอกจากนี้ เมื่อตัวเลขขาดทุนปรากฏชัดเจนขึ้น ถ้าหากเป็นจำนวนเงินมากอย่างที่มีข่าว รัฐบาลใหม่อาจจะต้องคิดหาวิธีชดเชยฐานะการคลังโดยเร็ว ไม่ว่าโดยการปรับขึ้นภาษีบางอย่าง โดยเฉพาะภาษีทรัพย์สิน หรือแม้แต่อาจจะถึงขั้นพิจารณาขายหุ้นใน|รัฐวิสาหกิจบางแห่งออกไป
สาม ต้องกระตุ้นให้เอกชนลงทุน ซึ่งในสองปีที่ผ่านมานี้ ธุรกิจรายใดที่ทำกำไรนั้น ล้วนได้รับประโยชน์จากการที่รัฐบาลเก่าได้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อให้แข่งขันกับอาเซียน ดังนั้นธุรกิจเหล่านี้จึงมีเงินในมือพอ|ที่จะลงทุนได้
และต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้แก่นักธุรกิจต่างชาติ หลายรายได้เริ่มมองหาประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเป็นฐานการผลิตทดแทน จึงต้องทำให้เขาเข้าใจว่าการปฏิรูปที่จะเกิดขึ้น จะทำให้ประเทศไทยบริหารความขัดแย้งทางการเมืองได้ดีขึ้นในอนาคต
สี่ ต้องปรึกษาหารือกับสมาคมแบงก์ เพื่อหาวิธีผ่อนคลายปัญหาสภาพคล่องแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งเร่งรัดการจ่ายเงินงบประมาณและเงินค้างจ่ายต่างๆ
การที่รัฐบาลใหม่มีอำนาจเต็มจะช่วยสร้างความมั่นใจแก่นักธุรกิจให้เห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ได้บ้าง แต่ผมคิดว่ายังมีความอ่อนแอแฝงอยู่
ปัญหาแรกนั้น เกิดเงินทุนไหลเข้าในช่วง 2 ปีก่อนหน้า เพราะธนาคารกลางทั้งสหรัฐและญี่ปุ่นเพิ่มปริมาณเงินมหาศาล ทำให้เงินทุนไหลเข้าประเทศพัฒนาใหม่จำนวนมาก ประเทศใดเปิดประตูกว้างก็จะไหลเข้ามาก ประเทศใดเปิดประตูแคบก็จะไหลเข้าน้อย
เงินทุนไหลเข้าทำให้เกิดฟองสบู่ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ดันให้ตลาดหุ้นพุ่งสูงขึ้น กดให้ดอกเบี้ยระยะยาวลงต่ำ และทำให้อสังหาริมทรัพย์ขยายโครงการจนล้นตลาด ผมเองได้เคยแนะนำให้อดีตรัฐมนตรีคลัง (กิตติรัตน์) ปิดประตูแคบลงบ้าง แต่แทนที่จะดำเนินการ กลับไปบีบแบงก์ชาติให้ดอกเบี้ยต่ำแทน ต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำกลับยิ่งทำให้หนี้ภาคครัวเรือนสูงขึ้น
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประกาศโครงการใหม่ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และทั้งบ้านพักตากอากาศ ประจวบเหมาะกับช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลเสนอกฎหมายเพื่อกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท สำหรับสร้างรถไฟความเร็วสูง จึงมีการเก็งกำไรในที่ดินตามเส้นทางดังกล่าวด้วย
บัดนี้ ธนาคารกลางสหรัฐเริ่มลดปริมาณเงินลงแล้ว และจะลดลงไปอีกเรื่อยๆ จึงทำให้เงินกลับไหลออก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บางจุดมีสภาพล้นตลาด โครงการใดที่ก่อสร้างมากแล้วจะไม่มีปัญหา แต่โครงการใดที่ยังเพิ่งเริ่มก่อสร้าง เวลานี้หนักใจมากขึ้น แม้แต่โครงการที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง หากได้ซื้อที่ดินเตรียมไว้ก็จะเริ่มรู้สึกจุกเสียด เพราะเงินที่ใช้ซื้อที่ดินนั้นมีภาระดอกเบี้ยทุกวัน แต่การเจรจากับแบงก์ในวันนี้เป็นเรื่องที่ยาก
ถ้าท่านติดตามตัวเลขวัสดุก่อสร้าง ยอดขายซีเมนต์ และสินค้าตกแต่งบ้าน ท่านอาจจะเห็นว่าตัวเลขยังพอไปได้ เพราะโครงการมันหยุดก่อสร้างไม่ได้ คอนโดที่ซื้อไปแล้วก็หยุดตกแต่งไม่ได้ เพราะฉะนั้นตัวเลขที่ยังดีอยู่ในวันนี้อาจจะเป็นหมอกที่บังปัญหาวันข้างหน้า เพราะเพื่อนหลายคนแจ้งผมว่า หลายๆ โครงการขณะนี้มีลูกค้าแวะไปดูน้อยมาก ลูกค้าบางรายที่จ่ายเงินดาวน์ไว้ก็ยอมทิ้ง
ปัญหาที่สอง ก็คือประชาชนจะหวังพึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว เพราะภาระขาดทุนโครงการจำนำข้าวจะเป็นแผลที่ใหญ่และลึก รัฐบาลใหม่จะไม่มีกระสุนมาทุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนเดิม
ดังนั้น ถึงแม้ธุรกิจไทยอาจจะเริ่มเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ แต่เนื่องจากยังมีจุดอ่อนไหว จึงควรจะบริหารเงินสดด้วยความระมัดระวัง โดยตั้งคำถามตัวเองว่า ถ้าหากแบงก์ไม่ปล่อยกู้เพิ่ม ถ้าหากเจ้าหนี้เร่งให้ชำระหนี้ ถ้าหากลูกหนี้ไม่จ่ายตามกำหนด ถ้าหากยอดขายต่ำกว่าคาด ฯลฯ ท่านยังจะมีเงินสดหมุนเวียนเพียงพอหรือไม่
ธุรกิจที่ขาดทุนเปรียบเสมือนคนที่ขาดอาหาร ยังพอมีเวลาแก้ไข แต่ธุรกิจที่ขาดเงินสดหมุนเวียนเปรียบเสมือนคนที่ขาดอากาศหายใจ จะไม่มีเวลาแก้ไข







