
นัก กม.แนะช่องเลี่ยง ม.7 ล้างไพ่ ครม.-เดินหน้าเลือกตั้ง
เสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธาน ส.ส.ร.2550 ไม่เห็นด้วยกับการให้องค์กรอิสระและศาลมานั่งเป็นตัวกลาง หรือยื่นมาตรา 7 เนื่องจากไม่ได้มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวคิดว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้หมดอายุรักษาการไปตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมาแล้ว แต่เมื่อขณะนี้ยังคงรักษาการต่อไป ก็ต้องแก้ปัญหาว่าจะอยู่กันอย่างไรต่อไปในสภาพแบบนี้
เสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธาน ส.ส.ร.2550 ไม่เห็นด้วยกับการให้องค์กรอิสระและศาลมานั่งเป็นตัวกลาง หรือยื่นมาตรา 7 เนื่องจากไม่ได้มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวคิดว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้หมดอายุรักษาการไปตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมาแล้ว แต่เมื่อขณะนี้ยังคงรักษาการต่อไป ก็ต้องแก้ปัญหาว่าจะอยู่กันอย่างไรต่อไปในสภาพแบบนี้
“อำนาจที่แท้จริงของสังคมไทยอยู่ที่ทหารผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ รวมถึงองคมนตรี ต้องเข้าร่วมแก้ปัญหาด้วยกันว่าจะทำอย่างไร ลำพังศาลต่างๆ ไม่พอ เพราะไม่มีอำนาจโดยตรง” เสรี กล่าว
เสรี ยังเสนอให้องคมนตรีคนใดคนหนึ่งลาออกมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนกลาง เพราะโดยส่วนตัวคิดว่าคุณวุฒิ วัยวุฒิ เหมาะสม และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย แต่ก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น เพราะไม่แน่ใจว่าองคมนตรีจะรับข้อเสนอนี้หรือไม่
เสรี กล่าวด้วยว่า อีกวิธีที่ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 7 คือ การให้ นิวัฒน์ธำรงบุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ตั้งรองนายกรัฐมนตรีที่ทุกฝ่ายยอมรับขึ้นมา แล้วให้รักษาการนายกฯ แทน หลังจากนั้นให้ ครม.ชุดปัจจุบันลาออกทั้งหมด แล้วให้รักษาการนายกฯ ตั้ง ครม.ชุดใหม่ขึ้นมาบริหารประเทศ โดยกำหนดกรอบการปฏิรูปและรักษาการต่อไป
ด้าน ประพันธ์ นัยโกวิท อดีต กกต. กล่าวว่า ขณะนี้ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะในเมื่อมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาออกมาแล้ว ทางออกเดียวก็คือเดินหน้าเลือกตั้งต่อไป โดยขณะนี้ต้องให้กำลังใจ กกต.และองค์กรอิสระทุกแห่งในการทำงาน ซึ่งหลักสำคัญที่สุดคือต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วน กกต.ต้องทำหน้าที่ให้เรียบร้อยที่สุด
ประพันธ์ กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวคิดว่ารองนายกรัฐมนตรีสามารถรับสนองพระบรมราชโองการฯ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งฉบับใหม่ได้ จึงไม่น่าจะเป็นปัญหาในเรื่องอำนาจรัฐบาล และในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ระบุชัดว่า ครม.ที่เหลือยังมีองค์ประกอบของ ครม.รักษาการได้
อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพแบบนี้ก็เป็นไปได้สูงที่การเลือกตั้งจะโมฆะอีก ซึ่งทางเลือกหนีไม่พ้นการเจรจา หากไม่มีใครยอมเจรจา ก็จำเป็นต้องให้ผู้มีอำนาจบารมีมาเป็นตัวกลางหาทางออกว่าจะมีข้อสรุปตรงกลางหรือไม่ระหว่างการเลือกตั้ง และนายกรัฐมนตรีคนกลาง
ประพันธ์ บอกอีกว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะให้องค์กรอิสระร่วมกันหาทางออก หรือเป็นผู้เสนอนายกรัฐมนตรี มาตรา 7 ด้วยตัวเอง เนื่องจากอยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญ และจะสูญเสียความเป็นกลาง รวมถึงทำให้ถูกมองว่าองค์กรเหล่านี้เลือกข้าง
“วันนี้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ถอยและคงไม่กลับมาแล้ว กปปส.ก็ควรถอยอีกก้าวหนึ่ง ปล่อยให้กลไกทางกฎหมายทำงานบ้าง 6 เดือนมานี้ประชาชนเขาฉลาดขึ้นเยอะ เขามีวิจารณญาณที่จะตัดสินใจได้ มากกว่าจะให้ใครตัดสินใจแทน” ประพันธ์ ระบุ
ขณะที่ เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ กล่าวว่า อาจมีปัญหาหากยื่นมาตรา 7 ตามแนวทางของ กปปส. เพราะเปรียบเสมือนการนำทางตันไปทูลเกล้าฯ และโดยสภาพแบบนี้ ซึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ยิ่งเป็นไปได้ยาก สถานการณ์ขณะนี้เปรียบเหมือนมีมะม่วงหนึ่งใบ ตอนนี้เอาไปคนละครึ่งใบแล้ว ก็ต้องถอย ไม่เช่นนั้นมะม่วงอีกครึ่งใบจะเน่า
“ทางออกของสังคมเหลือแค่คุยกันก่อน แล้วหาทางออกร่วมกัน หรือตีกันก่อนแล้วค่อยคุยกัน ซึ่งทุกภาคส่วนที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายปฏิรูป องค์กรเอกชน วุฒิสภา กปปส. หรือ นปช.ต้องมาร่วมวงนี้สักที เพื่อให้เกิดการคุยเพื่อออกจากวิกฤต” เจษฎ์ ระบุ
ส่วนการให้ประธานวุฒิสภา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครองสูงสุด เลือกนายกรัฐมนตรี มาตรา 7 นั้นเจษฎ์บอกว่าทำไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่เคยเป็นประเพณีที่เคยปฏิบัติว่าประธานศาลสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้







