posttoday
ปรับสูตรคำนวนเป้าหมายเงินเฟ้อ งานหินธปท.

ปรับสูตรคำนวนเป้าหมายเงินเฟ้อ งานหินธปท.

12 พฤษภาคม 2557

ความขัดแย้งของผู้บริหารนโยบายการเงิน กับนโยบายการคลัง ในเรื่องของการกำหนดนโยบายการเงินตามเป้าหมายเงินเฟ้อ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ/ชลลดา อิงศรีสว่าง

ความขัดแย้งของผู้บริหารนโยบายการเงิน กับนโยบายการคลัง ในเรื่องของการกำหนดนโยบายการเงินตามเป้าหมายเงินเฟ้อ หรือ Inflation Targeting ที่ได้นำมาใช้ตั้งแต่ปี 2543 ตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงเกิดขึ้นต่อไปแม้กฎหมายจะกำหนดให้กระทรวงการคลัง และ ธปท.ร่วมกันพิจารณากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในเดือน ธ.ค.ของแต่ละปี โดยจะต้องนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา เพราะกรอบเงินเฟ้อนี้จะนำไปสู่การกำหนดดอกเบี้ยนโยบายและดูแลอัตราแลกเปลี่ยน

บ่อยครั้งที่การกำหนดนโยบายดอกเบี้ยไม่สามารถสนองความต้องการทางการเมืองได้ เพราะกรอบเงินเฟ้อกำหนดไว้ จึงเกิดการถกเถียงในเรื่องการนำข้อมูลมาใช้ว่าจะใช้เงินเฟ้อพื้นฐานหรือเงินเฟ้อทั่วไปเป็นตัวคำนวณสูตรเป้าหมายเงินเฟ้อกันแน่ การใช้เงินเฟ้อพื้นฐานจะทำให้เงินเฟ้อต่ำเกินจริงเพราะไม่มีการนำเอาราคาอาหารสดและราคาพลังงานรวมลงไปด้วย เนื่องจากข้อมูลทั้งสองตัวนี้จะผันผวนไปตามภาวะตลาด

หากใช้เงินเฟ้อทั่วไป อัตราเงินเฟ้อจะสูง เพราะจะรวมราคาอาหารสดและราคาพลังงานเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นตัวเลขค่าครองชีพที่แท้จริงที่ประชาชนต้องเจอ ดังนั้นเมื่อกำหนดให้ใช้ดอกเบี้ยดูแลเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยนให้มีประสิทธิภาพนั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

การเปลี่ยนสูตรคำนวณเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น มีความหมายเพราะหาก ธปท.เห็นแนวโน้มเงินเฟ้อสูงก็จะขึ้นดอกเบี้ยสกัดไว้ก่อน ในขณะเดียวกันการขึ้นดอกเบี้ยทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามีผลต่อเงินไหลเข้า แต่อาจจะขัดใจฝ่ายการเมืองที่ต้องการให้ลดดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

เรื่องนี้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ธปท.กำลังเตรียมเสนอรัฐบาลชุดใหม่ให้ใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปแทนการใช้เป้าเงินเฟ้อพื้นฐานในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ เพราะเห็นว่าประชาชนจะเข้าใจได้ง่าย เนื่องจากคุ้นชินกับอัตราค่าครองชีพที่รวมทุกอย่างเข้าไว้แล้ว

ข้อเสนอของ ธปท.ยังเป็นเรื่องที่จะต้องถกเถียงกันอย่างมาก เนื่องจาก ธปท.ใช้ดอกเบี้ยดูแลค่าเงินซึ่งสัมพันธ์กับการส่งออกที่มีสัดส่วนเกือบ 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หากเน้นดอกเบี้ยดูแลเงินเฟ้อ ซึ่งก็มีความสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนที่จะมาตั้งโรงงานในไทย ก็จะไปคนละทางกับการส่งออกที่อยากให้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้เงินบาทอ่อนค่า

ดังนั้น มีความเป็นไปได้ว่า ธปท.จะมีปัญหาในการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคตแน่นอน เพราะการดูแลเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งรวมราคาอาหารสดและราคาน้ำมันที่มีสัดส่วนในตะกร้าเงินเฟ้อถึง 20% ไว้ด้วยนั้น จะมีความเสี่ยงสูงอย่างมากที่ระดับเงินเฟ้อจะออกนอกเป้าหมาย หากเกิด Shock ทางเศรษฐกิจ เช่น เกิดกรณีน้ำท่วมใหญ่ ราคาอาหารแพงขึ้นไปมากเป็น 1020% เป็นเวลานานๆ หรือเกิดสงครามขึ้น ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 3040% จนกระทบเงินเฟ้อให้ออกนอกเป้าหมายไปมาก ธปท.จะทำเช่นไร

เรื่องนี้เป็นความเสี่ยงที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ไม่มีใครบอกได้ว่าจะไม่เกิด เพราะขนาดประเทศอังกฤษต้นตำรับการใช้ Inflation Targeting ซึ่งใช้เงินเฟ้อทั่วไปเป็นเป้าหมายก็เคยติดกับดักปัญหานี้มาแล้ว โดยธนาคารกลางของอังกฤษดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบไม่ได้ ปล่อยให้เงินเฟ้อออกนอกกรอบเป็นเวลานาน 23 ปี แต่ก็ไม่ทำนโยบายการเงินเพื่อดูแลเงินเฟ้อ จนเกิดคำถามขึ้นมากมายสร้างความไม่เข้าใจของประชาชน กระทั่งผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษต้องเขียนจดหมายชี้แจงประชาชนถึงสาเหตุที่ไม่สามารถทำนโยบายการเงินดูแลเงินเฟ้อได้

อัจนา ไวความดี อดีตรองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ที่เคยร่วมดำเนินนโยบายการเงินมาก่อน กล่าวว่า การใช้เงินเฟ้อทั่วไปถือว่ามีข้อดีที่สื่อสารกับสาธารณชนได้ง่าย สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง แต่ปัญหาคือถ้าจะเปลี่ยนจริงๆ ควรจะกำหนดไว้ที่ระดับเท่าไรจึงจะเหมาะสม เพราะระดับการเติบโตของไทยหากจะดูแลเงินเฟ้อให้เหมาะก็ไม่ควรจะเกินระดับ 3% ฉะนั้นการจะเปลี่ยนเป้าหมายที่เคยใช้มานานคงไม่ง่ายนัก และต้องทบทวนให้รอบคอบ

อย่างไรก็ดี คำถามคือ แล้ว ธปท.จะประกาศเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปไปทำไมตั้งแต่แรก ในเมื่อรู้ว่ามันทำนโยบายการเงินในแนวทางนี้ไม่ได้ หรือ ธปท.คำนึงแต่เพียงว่าประเทศอื่นๆ ในโลกต่างก็ใช้เงินเฟ้อทั่วไปเป็นกรอบเป้าหมายหมดแล้ว เหลือแต่ประเทศไทยที่เป็นประเทศส่วนน้อย หรือแทบจะเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียที่ยังใช้เงินเฟ้อพื้นฐานเป็นกรอบเป้าหมาย ดังนั้น ธปท.ต้องทำเพื่อโกอินเตอร์บ้างใช่หรือไม่

อย่าลืมว่าประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ตะกร้าเงินเฟ้อมีสัดส่วนของราคาอาหารและพลังงานสูงถึง 20% ทำให้เงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่าในต่างประเทศที่เป็นประเทศร่ำรวย ซึ่งมีสัดส่วนราคาอาหารและพลังงานต่ำกว่าไทยมาก ไม่สร้างปัญหาให้เงินเฟ้อมากนัก ทำให้เปลี่ยนแปลงน้อยกว่า ตรงข้ามไทยที่ราคาผันผวนได้มาก คนยากจนมีผลกระทบมากถ้าราคาสินค้าหมวดอาหารและพลังงานแพง

อดีตรองผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า อย่าให้การดำเนินนโยบายการเงินต้องขาดความน่าเชื่อถือ เพราะประชาชนผู้บริโภค หรือนักธุรกิจไม่เชื่อมั่นเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน เพราะพวกเขาไม่สามารถคาดการณ์เงินเฟ้อได้อย่างแท้จริง หรือวางแผนการเงินและแผนธุรกิจไม่ได้

เช่นเดียวกับแหล่งข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อที่กำหนดไม่ควรจะมีกรอบที่กว้างเกินไป ทำให้มีช่องว่างในการขึ้นดอกเบี้ยมาก หากช่วงแคบลงก็จะทำให้ดอกเบี้ยนโยบายไม่ปรับขึ้นมาก ธปท.จะใช้นโยบายการเงินโดยดูที่อัตราเงินเฟ้อหรืออัตราแลกเปลี่ยนดีกว่ากัน เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา เพราะที่ผ่านมาเมื่อเงินบาทแข็งค่า ธปท.ก็จะคงดอกเบี้ย ไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ย ทั้งที่ความเป็นจริงควรจะต้องขึ้นเพราะโดนเอกชนกดดันว่าไม่ช่วยเหลือส่งออก และการส่งออกปัจจุบันคิดเป็นมูลค่า 70% ของจีดีพี หากจะมุ่งใช้นโยบายการเงินไปดูแลค่าเงินจะดีกว่าดูแลเงินเฟ้อหรือไม่

ปัจจุบันไทยยังใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อไว้ที่ 0.53% ซึ่งเป็นเป้าหมายเดิมของปีที่ผ่านมา เนื่องจากการเมืองวุ่นวายไม่มีรัฐบาลจึงไม่มีการหารือร่วมกันระหว่าง ธปท. และกระทรวงการคลัง เพื่อกำหนดกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อใหม่ในแต่ละปีร่วมกันเช่นเคยได้

ปัญหาคือในสถานการณ์เช่นนี้ ธปท.จะรับมืออย่างไร จะปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น เพื่อดูแลเงินเฟ้อให้ลดลงมาอยู่ในเป้าหมายหรือไม่ ในเมื่อ ธปท.ก็รู้อยู่แก่ใจว่าสถานการณ์เงินเฟ้อสูงจากภาวะแพงทั้งแผ่นดินจากต้นทุนดันราคาสินค้าเช่นนี้จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลไม่ได้ มันไม่ได้ช่วยให้เงินเฟ้อลดลง แถมยังซ้ำเติมประชาชน เพราะเงินเฟ้อไม่ได้สูงเพราะเศรษฐกิจขยายตัวร้อนแรงจนต้องขึ้นดอกเบี้ยสูง เพื่อชะลอการขยายตัวของเศรษฐกิจ

เรื่องการแก้ไขสูตรเงินเฟ้อนี่ ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ดีไม่ดีอาจจะไม่ใช่แค่แก้ไข รัฐบาลอาจฉวยโอกาสเลิกเลย หากเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการบริหารเศรษฐกิจ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท