
ไร้คนสั่งการตำรวจเกียร์ว่างสัญญาณเหตุร้ายรายวัน
ภาวะส่อรุนแรงเข้าไปในทุกขณะกับสถานการณ์ทางการเมือง หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
ภาวะส่อรุนแรงเข้าไปในทุกขณะกับสถานการณ์ทางการเมือง หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นสภาพจากการรักษาการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายไม่ชอบธรรมอีกด้วย เป็นแรงสะเทือนที่ส่งผลไปยังทุกองค์กรทันที ไม่เว้นแม้แต่ตำรวจที่ถือเป็นมือเป็นไม้ของรัฐบาลมาโดยตลอด แต่ขณะนี้เหมือนจะอยู่ในลักษณะเกียร์ว่างอย่างมีนัย เพราะผู้สั่งการโดยตรงอย่าง ยิ่งลักษณ์ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ต่างถูกตัดสินให้พ้นสภาพทั้งสิ้น ยิ่งทำให้สีกากีดูเหมือนเป็นเรือที่ไม่มีหางเสือ และเมื่อไร้ทิศทางก็ย่อมส่งผลในการดูแลความเรียบร้อยบ้านเมืองในภาวะเช่นนี้ ยิ่งเป็นปัญหาเข้าไปอีก
แม้ว่ากำลังตำรวจจะระดมมาถึง 100 กองร้อย หรือราว 1.5 หมื่นนาย โดยการคุมของ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. ที่ผสมกับกำลังของทหารอีก 58 กองร้อย เพื่อดูแลการชุมนุมของฟากทั้ง กปปส. และ นปช. รวมถึงตั้งด่านความมั่นคงเพื่อป้องกันเหตุร้าย แต่ก็ยังมีมือดีสามารถลักลอบหนีกำลังตำรวจข้างต้นเข้าไปก่อเหตุรุนแรงได้อยู่ดี
การยิงระเบิด 3 จุด คือ อาคารเอสซีบีปาร์ค สถาบันจุฬาภรณ์ และบ้านของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คือภาพสะท้อนความหละหลวมของตำรวจในการตั้งด่านสกัดกั้น
อีกทั้งกรณีที่ระยะนี้ การเงียบหายไปของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. หลังมีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยการเดินสายไปทำกิจกรรมยังต่างจังหวัด ทั้งๆ ที่รู้ว่าในห้วงเวลาขณะนี้ยังมีการชุมนุมที่สุ่มเสี่ยงจะรุนแรงได้อยู่ทุกเมื่อ
ไม่ว่าจะมีเจตนาอย่างไร แต่การปฏิบัติของ พล.ต.อ.อดุลย์ ก็ดูเหมือนจะเกียร์ว่าง ปล่อยให้ พล.ต.อ.วรพงษ์ เป็นแม่งานหลักในการดูแลศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ขณะที่ทางคดีความก็ปล่อยให้ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. อีกนายที่เข้ามาดูแลคดี ก็ยังไร้ความคืบหน้าใดๆ
ขณะที่การดูแลความสงบเรียบร้อยในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบหลักของทางกองบัญชาการตำรวจจนครบาล (บช.น.) ที่ขณะนี้ชื่อของ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ก็ยังคงเป็น น.1 อยู่ แม้ผลประชุมของ ก.ตร. จะเสนอให้โยกย้ายสลับกับทาง พล.ต.ท.สุเทพ เดชรักษา ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 แต่เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่อนุมัติให้มีการโยกย้าย การทำงานก็ยังคงเดิม
ยิ่งกว่านั้นเป็นการโยกย้ายด้วยการร้องขอของ พล.ต.อ.อดุลย์ เอง การจะไปสั่งการ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ก็ยิ่งจะดูเหมือนยากขึ้นกว่าเดิม เพราะเจ้าตัวเป็นคนเสนอให้มีการสับเปลี่ยนตำแหน่ง ผบช.น. ความกินแหนงแคลงใจกันระหว่างทั้งสองคนในฐานะที่เป็นนายตำรวจที่มากบารมีด้วยกันทั้งคู่ การสั่งการก็ย่อมมีผลกระทบ
เมื่อไม่มีหัว ระดับปฏิบัติที่รองลงมาตามลำดับก็แทบจะขยับไม่ได้ การก่อเหตุร้ายรุนแรงอย่างต่อเนื่อง อาจมาจากผลพวงการบังคับบัญชาที่มีหลายระดับ การดูแลความสงบที่มีทั้ง พล.ต.อ.วรพงษ์ และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ แต่เมื่อทุกอย่างเกียร์ว่าง ไร้ผู้สั่งการ ระดับล่างก็ไม่ปฏิบัติ
ขณะเดียวกับการสืบสวนหาตัวคนร้ายที่ก่อเหตุก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ให้เห็น ทั้งๆ ที่ทีมงานนักสืบของตำรวจที่ระดมไปทำงานติดตามคดีล่าตัวคนร้าย นับเป็นมือดีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ประชาชนจะเกิดความสงสัยเกี่ยวกับการทำงานของตำรวจ
ภาวะไร้รัฐบาล ผู้รับผิดชอบในทางนโยบายไม่ชัดเจน ผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติก็หลบเลี่ยงดูทิศทางลม เกียร์ว่างของตำรวจจึงน่าวิตกว่าจะส่งผลต่อสถานการณ์ชุมนุมที่อาจจะรุนแรงมากขึ้นไปมากกว่าเดิม
อาจจะถึงเวลาที่ พล.ต.อ.อดุลย์ ในฐานะนายใหญ่ของรั้วปทุมวัน ต้องขยับตัวแสดงบทบาทเสียแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา







