
มวลมหาชนาธิปไตย
การต่อสู้ของประชาชนนั้นไม่เคยเสียเปล่า ยิ่งต่อสู้นานก็ยิ่งจะเกิด “คุณค่า” โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า “สำนึก”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
หลายคนยังไม่เข้าใจคำว่า “มวลมหาประชาชน”
คำนี้ประกอบด้วย “มวล+มหา+ประชาชน” เด็กที่อ่านพจนานุกรมออกก็สามารถตอบได้แล้วว่า มวล คือสิ่งที่รวมเข้าด้วยกัน มหา คือยิ่งใหญ่มหาศาล และประชาชนก็คือคนที่เป็นเจ้าของประเทศ รวมความแล้วก็จะมีความหมายว่า “การรวมตัวกันของคนไทยที่ยิ่งใหญ่มหาศาล”
เมื่อคืนวันพฤหัสฯ ผู้เขียนได้รับเชิญไปออกรายการโทรทัศน์ของสถานีน้องใหม่แห่งหนึ่ง (แต่บริหารโดยสื่อหนังสือพิมพ์|ยักษ์ใหญ่ของประเทศ) พอได้ยินชื่อผู้ร่วมรายการก็ “ครั่นเนื้อครั่นตัว” อยากไปปะทะเต็มกำลัง เพราะทราบว่าแกเที่ยวเสียดสี “มวลมหาประชาชน” มาตลอด และก็เป็นจริงอย่างนั้น เพราะเมื่อถึงคำถามหนึ่งที่ผู้ดำเนินรายการ (สาวสวย) ถามว่า “ทางออกในเรื่องนี้คืออะไร” โดยที่รายการนี้ตั้งหัวข้อว่า “การเมืองหลังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช.”
นักวิชาการคนนั้นตอบเป็นคนแรกตามลำดับอาวุโส แกเริ่มต้นด้วยการอวดอ้างสรรพคุณอย่างใหญ่โต เช่น แกสอนหนังสือมา 50 กว่าปี ลูกศิษย์เต็มบ้านเต็มเมือง (น่าภูมิใจแล้วหรือที่สอนมากว่าครึ่งศตวรรษแต่ทำให้คนไทยฉลาดได้แค่นี้) เป็นนายทหารก็มี ฯลฯ เลขาฯ กปปส.แกก็รู้จักดี จะไปคุยเมื่อไหร่ก็ได้ ก่อนที่จะตอบว่า ต้องหาทางเจรจากัน โดยแกเชื่อว่าวิกฤตครั้งนี้มี “คนใหญ่” ที่อยู่เหนือกว่าทั้งกำนันสุเทพและทักษิณชักใยอยู่เบื้องหลัง ต้องให้คนใหญ่คนนี้มาเป็นตัวกลางในการเจรจา แต่ที่ดีที่สุดก็ต้อง “ไปเลือกตั้ง” (ฮา คาถาของใครก็คงจะทราบ)
พอถึงคิวของผู้เขียนก็ตอบว่า “ต้องทำตามที่ประชาชนเรียกร้อง” ซึ่งก็คือข้อเรียกร้องของมวลมหาประชาชน ได้แก่ การต่อต้านระบอบทักษิณ ปฏิรูปประเทศก่อนไปเลือกตั้ง เอาความดีชนะความชั่ว (นี่ก็คือคาถาของ กปปส. ไม่ฮาครับ เพราะเอาจริงๆ ทำจริงๆ) แต่ยังพูดไม่ทันจบก็มีเสียงแทรก (อยากใช้คำที่สุภาพน้อยกว่านี้แทนคำว่า “เสียงแทรก”) จากนักวิชาการ “เก่าเก็บ” คนนั้นว่า “ประชาชนที่ไหน” ผู้เขียนก็ตอบแก (ที่จริงแกก็ได้คิวตอบไปแล้วอย่างยืดยาวกว่าใคร และโดยมารยาทของผู้เขียนที่ร่วมรายการก็ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามของแก เพราะแกไม่ใช่ผู้ดำเนินรายการหรือผู้ชม) ว่า “ก็คนที่ออกมาเต็มบ้านเต็มเมืองกว่า 5-6 เดือนแล้วนี่ไง”
ระหว่างที่ตอบผู้เขียนกำมือแน่น จนผู้ร่วมรายการอีกท่านหนึ่ง (สังเกตนะครับว่าผู้เขียนใช้คำว่า “ท่าน” กับผู้ร่วมรายการที่มารยาทดีท่านนี้เท่านั้น) ที่นั่งคั่นอยู่ระหว่างกลาง ท่านยังแอบอมยิ้มเพราะท่านเองก็โดน “สอด” มาโดยตลอดเช่นกัน เหมือนท่านจะภาวนาอยู่ในใจว่าให้ “แก” พูดไปเถอะ เพราะคงเหลือเวลาที่จะพูดอีกไม่มาก (ไม่ทราบว่าเป็นเวลาในชีวิตหรือเวลาในรายการ) สำหรับผู้เขียนถ้าตอบท่านได้ก็จะถามแกกลับไปว่า “ไหนว่าอยู่ในโลกนี้มานาน เป็นนักรัฐศาสตร์ สอนรัฐศาสตร์มาตลอด แต่ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าประชาชน”
ไม่ใช่ประชาชนธรรมดา แต่เป็น “มวลมหาประชาชน”
ผู้เขียนได้ใช้คอลัมน์นี้ประชาสัมพันธ์ให้กับการเคลื่อนไหวของมวลมหาประชาชนมาโดยตลอด จนบางคน (โดยเฉพาะในกอง บก.โพสต์ทูเดย์) นึกว่าผู้เขียนเป็นผู้ช่วยของคุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่เป็นโฆษกของ|กปปส. ก็น่าจะทำให้หลายท่าน (ที่อ่านคอลัมน์นี้)|เข้าใจในกระบวนการของมวลมหาประชาชนนี้อยู่พอสมควร แต่ถ้าใครไม่ได้อ่านคอลัมน์ของผู้เขียน (ซึ่งก็คงมีอยู่มาก ฮา) ก็คงจะต้องอ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ หรือฟังคนอื่นเขาเล่ามาบ้าง ก็น่าจะคุ้นๆ กับคำว่ามวลมหาประชาชนนี้อยู่บ้าง
ผู้เขียนเคยทดสอบความรู้ของประชาชนบางกลุ่ม (ไม่ได้คิดจะแข่งกับ สมศ.ที่เป็นเจ้าตำรับการทดสอบแบบต่างๆ จนถึง U-NET ที่ไม่มีใครเอาด้วยแล้วนั้น) ในเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับมวลมหาประชาชน ที่ใช้ทดสอบเป็นประจำก็คือ นักศึกษาหลายๆ กลุ่มที่ผู้เขียนได้สอนและอบรม ถ้าจะใช้ค่าสถิติแบบ “จับฉ่ายโพล” (โดยสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง เพราะแก|ถามได้ทุกเรื่องทุกสัปดาห์) ก็จะพบว่ากว่า 80% เข้าใจกระบวนการมวลมหาประชาชนในระดับ “ดี” คือเข้าใจทั้งที่มา องค์ประกอบ และเป้าหมายของกระบวนการมวลมหาประชาชน แต่ถ้าเป็นระดับ “ดีมาก” จะต้องรู้ถึงยุทธวิธีและเบื้องหน้าเบื้องหลังของกลุ่ม กปปส.ที่มาขับเคลื่อนมวลมหาประชาชนนั้นด้วย ซึ่งก็มีอยู่เกือบ 10% ส่วนที่เหลืออีกเกือบ 10% เช่นกันนั้น มีความเข้าใจในระดับ “พอใช้” คือพอจะรู้ว่ามวลมหาประชาชนมีที่มาอย่างไร และกำลังทำอะไรอยู่
ไม่มีใครเลยที่ไม่รู้จัก “มวลมหาประชาชน”
ผู้เขียนเมื่อมีโอกาสไปพบผู้คน เช่นวันหนึ่งไปเที่ยวที่โคราช ก็ไปไหว้ย่าโมตามวัฒนธรรมประเพณีอันดีของ “หลานย่าโม” (พ่อผู้เขียนเป็นคนโคราช) เสร็จแล้วก็ไปซื้อน้ำหวานที่คุณยายคนหนึ่งแกมาวางขาย ถัดจากลานย่าโมมามีเวทีของ กปปส.|โคราชตั้งอยู่ ผู้เขียนจึงถามคุณยายว่า รู้จัก กปปส.ไหม แกตอบว่าไม่รู้ แต่พอถามว่า แล้วมวลมหาประชาชนล่ะ แววตาของคุณยายดูสดใสขึ้นมาในทันที แล้วตอบเสียงดังฟังชัดว่า“ก็คนที่รักในหลวงไง”
ตอนที่ถูกคนที่บ้านหิ้วตัวให้ร่วมขบวนไปดูดอกซากุระที่ญี่ปุ่นตอนต้นเดือน เม.ย. ในคณะทัวร์มีเด็กชายอายุสัก 10 ขวบที่ช่างพูดช่างเจรจาร่วมไปด้วย เช้าวันหนึ่งผู้เขียนก็เลยแกล้งแซวว่า พูดเก่งอย่างนี้เรียนเก่งหรือเปล่า ไหนลองตอบปัญหาสักข้อซิ แล้วผู้เขียนก็ถามว่า กำนันสุเทพคือใคร แกตอบว่า “เปาบุ้นจิ้นเมืองไทย” ทำไมล่ะ ผู้เขียนถามต่อ แกตอบว่า “เดินตากแดดจนหน้าดำ” ทำไมต้องตากแดดจนหน้าดำ “ไปชวนคนออกมาเดินขบวน” เดินขบวนทำไม “ขับไล่ยิ่งลักษณ์” ขับไล่ทำไม “เป็นน้องทักษิณ” แล้วทักษิณเกี่ยวอย่างไร “ทักษิณมันชั่ว”
คนฉลาดแบบเด็ก 10 ขวบคนนี้คงมีไม่มาก แต่ผู้เขียนก็ประเมินจากที่ได้ร่วมขบวนการ กปปส.มากว่า 6 เดือนนี้ได้ว่า คนไทยกว่าครึ่งประเทศน่าจะเข้าใจในเรื่องการต่อสู้ของมวลมหาประชาชนนี้ในระดับที่ดีพอควร คือนอกจากจะรู้ว่ามวลมหาประชาชนคือการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ยิ่งใหญ่กว่าการประท้วงครั้งใดๆ แล้ว ยังรู้ด้วยว่าทำไมจะต้องออกมาประท้วง
ในตำรารัฐศาสตร์ (คงจะคนละฉบับกับที่อาจารย์เก่าเก็บแกเรียนและใช้สอน) บอกว่า การต่อสู้ของประชาชนนั้นไม่เคยเสียเปล่า ยิ่งต่อสู้นานก็ยิ่งจะเกิด “คุณค่า” ที่ฝรั่งเรียกว่า “Value” โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า “สำนึก” (Recognition) หรือความตระหนักรับรู้ (Perception) ที่ผู้เขียนเรียกว่า “ประชาสติ” นำไปสู่การสร้างสรรค์บ้านเมือง|ต่อไป ซึ่งในการต่อสู้ของมวลมหาประชาชนก็ได้สร้างสำนึกในการต่อสู้ความชั่วด้วยความดี เพื่อนำไปสู่สังคมของมวลมหาประชาชนที่สงบสุข
แต่ยังมีบางคนที่กะโหลกหนา อย่าว่าแต่สำนึกเช่นนี้เลย ดีชั่วก็ยังแยกแยะไม่ออก
***ตีพิมพืในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ฉบับวันที่ 11 พ.ค. หน้า B2***







