วัดสระบัว เพชรบุรี ศิลปกรรม ของชาติสมัยกรุงศรีอยุธยา
วัดสระบัว ในเมืองเพชรบุรี เป็นจุดหนึ่งในหลายๆ จุดที่สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
โดย...สมาน สุดโต
วัดสระบัว ในเมืองเพชรบุรี เป็นจุดหนึ่งในหลายๆ จุดที่สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ นำโดย บุญเตือน ศรีวรพจน์ ผู้อำนวยการ ที่จัดโครงการวัฒนธรรมสัญจร ปี 2557 เรื่อง ตามรอยฝรั่ง เล่าความหลังเมืองพริบพรี (เพชรบุรี) พาไปดูเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2557
ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยากรบรรยายความเป็นมาของวัดได้อย่างมีรสชาติ พร้อมทั้งแสดงภาพถ่ายโบราณสมัย ร.6 เป็นการยืนยันว่าเราตามรอยฝรั่งมาถูก เพราะมีรูป คาร์ล ดอห์ริง ยืนอยู่หน้าอุโบสถในภาพโบราณนั้น
คาร์ล ดอห์ริง สถาปนิกชาวเยอรมัน ที่สร้างผลงานในการออกแบบอาคารประวัติศาสตร์หลายแห่งในกรุงเทพมหานคร และพระรามราชนิเวศน์ เพชรบุรี ในสมัยรัชกาลที่ 56 ถ่ายภาพคู่กับโบราณสถานวัดสระบัว
อาจารย์ปรีดี เล่าว่า วัดสระบัวแห่งนี้เป็นตัวอย่างศิลปกรรมในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย จะเห็นพระอุโบสถเป็นทรงสำเภา เป็นสถาปัตยกรรมไทยที่มีความสวยงามมาก แบบเดียวกันกับวัดเกาะแก้วสุทธารามที่อยู่ใน จ.เพชรบุรี เช่นกัน
นอกจากอุโบสถทรงสำเภาแล้ว วัดสระบัว มีงานด้านศิลปะที่ไม่มีวัดใดเสมอเหมือน นั่นคือ ฐานใบเสมาทั้ง 8 ทิศ เป็นลายปูนปั้นแสดงฐานานุศักดิ์สัตว์หิมพานต์ตามศักดิ์ มีทั้งยักษ์และครุฑ รวมทั้งมนุษย์นานาชาติก็มี
สัตว์หิมพานต์ที่ฐานเสมามีหน้าที่แบกทุกตัว หนักเบาไม่เท่ากัน (อยู่ที่ศักดินา) ยักษ์ที่อยู่ชั้นล่างจะแบกหนัก มากกว่าสัตว์หิมพานต์อื่นที่อยู่ชั้นบน เช่น พญาครุฑ เพราะศักดินาน้อย จึงเห็นใบหน้าบิดเบี้ยว ส่วนใบหน้าครุฑศักดินาสูงมีอำนาจ กางปีกอวดบารมี ชั้นบนสุดเป็นบัวกลุ่มรองรับใบเสมาที่เป็นหินทรายตั้งอยู่ โดยมีหลังคาคลุมเพื่อรักษาศิลปกรรมให้ยั่งยืน
ศิลปินสร้างสรรค์งานจงใจให้เห็นค่าความนิยม ความงาม และความมีเสน่ห์ในศิลปะปูนปั้น แต่นักวิจารณ์สังคมในปัจจุบันบอกว่าเป็นการแบ่งชนชั้นให้เห็นความแตกต่างระหว่างอำมาตย์กับไพร่
โบราณสถานที่ตั้งอยู่คู่กับสีมาด้านหน้าอุโบสถ ได้แก่ พระปรางค์คู่ มีย่อมุมหลายชั้น สูงกลมกลืนกับอุโบสถ ในที่ใกล้ๆ กันเป็นซุ้มประตูกำแพงแก้ว ยอดทรงมงกุฎ
เข้าไปในอุโบสถ กราบไหว้พระประธานศักดิ์สิทธิ์แล้ว คุณบุญเตือนผู้อำนวยการ ที่มีความคุ้นเคยกับเจ้าอาวาส ดร.พระมหาทศพร อิทฺธิวโร ป.ธ.9ตั้งแต่เป็นพระอันดับอยู่วัดอรุณราชวราราม 20 ปีมาแล้ว ได้ชี้ชวนให้ดูดาวเพดาน ที่มีความแตกต่างจากอุโบสถที่ได้พบเห็นทั่วไป เพราะสร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
ประวัติวัดสระบัว
อย่างไรก็ตาม ทางวัดได้จัดพิมพ์ประวัติวัดไว้ด้วย จึงนำมาถ่ายทอดให้อ่านดังนี้
วัดสระบัว ตั้งอยู่เลขที่ 63 ต.คลองกระแชง อ.เมือง จ.เพชรบุรี คณะสงฆ์มหานิกาย อาณาเขตทิศเหนือจดวัดรัตนตรัย ทิศใต้จดวัดพระพุทธไสยาสน์ ทิศตะวันออกจดถนนคีรีรัฐยาทิศตะวันตกจดเชิงเขาพระนครคีรี มีธรณีสงฆ์ จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 4 ไร่ 52 งาน โฉนดที่ดินเลขที่ 8723 และ 8726 อาคารเสนาสนะประกอบด้วยอุโบสถ กว้าง 8 เมตร ยาว 19 เมตรหอสวดมนต์ กว้าง 3.5 เมตร ยาว 9 เมตร เป็นอาคารไม้ทรงไทย มีกุฏิสงฆ์ จำนวน 5 หลัง เป็นอาคารไม้ทรงไทย 4 หลัง ครึ่งตึกครึ่งไม้ 1 หลัง อาคารเรียนพระอภิธรรม กว้าง 8 เมตร ยาว36 เมตร 1 หลัง และสระบัวสี่เหลี่ยมจัตุรัสปูชนียวัตถุมีพระประธานประจำพระอุโบสถปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง 1.5 นิ้ว มีฐานชุกชีลวดลายสวยงาม มีพระปรางค์ 2 องค์ พระเจดีย์2 องค์ สำหรับอุโบสถสันนิษฐานว่า สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประมาณ 400 ปีรอบอุโบสถมีสีมาเป็นลักษณะต่างๆ อุโบสถวัดสระบัวเป็นสถานที่อนุรักษ์ของกรมศิลปากร โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 72 ตอนที่ 3 เมื่อพุทธศักราช 2484
การบริหารและการปกครองมีเจ้าอาวาส ดังต่อไปนี้
1. พระอาจารย์ทองดี พุทธศักราช 2484-2490
2. พระมหาเคี้ยง มเหสิโก พุทธศักราช 2490-2504
3. พระมหาเปรย ติสฺสเทโว พุทธศักราช 2504-2539
4. พระอธิการสม สมจิตฺโต พุทธศักราช 2539-2540
5. พระอธิการเทพ สมาหิโต พุทธศักราช 2540-2548
6. ดร.พระมหาทศพร อิทฺธิวโร พุทธศักราช 2548-ปัจจุบัน
วัดเก่าแห่งเพชรบุรี
วัดสระบัว เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในตัวเมืองเพชรบุรี และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองเพชรบุรี ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างที่แน่นอนว่าสร้างขึ้นในสมัยใด จากหลักฐานทางโบราณคดีที่มีอยู่ นักวิชาการและนักปราชญ์ทางโบราณคดีที่สำคัญ เชื่อว่าวัดนี้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีอุโบสถเป็นหลักฐาน
อุโบสถของวัดนี้เป็นฝีมือช่างครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาอย่างแท้จริง การบูรณปฏิสังขรณ์ ก็รักษารูปแบบและศิลปะดั้งเดิมไว้ ทั้งส่วนบนและส่วนล่าง คือ หลังคาและลวดบัว สำหรับลวดบัวสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นทำเส้นขนานโอน หรือโค้งนิดๆ คล้ายผลกล้วย ไม่ได้ทำเป็นเส้นตรงเหมือนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
อีกทั้งยังมีความงดงามด้วยลายปูนปั้น ประกอบด้วยซุ้มประตูกำแพงแก้ว ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ฐานใบเสมา ปรางค์ประดับด้านหน้าอุโบสถ
ตระการตา
หน้าบันอุโบสถ สลักไม้รูปนารายณ์ทรงครุฑ ลายกนกที่ประดับเลื้อยเป็นช่องามมาก ตรงหน้าบันปีกเล็กรูปนกและสิงห์ครึ่งตัว ภายในอุโบสถมีพระประธานเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นสมัยกรุงศรีอยุธยา และบนเพดานมีภาพเขียนลวดลายปิดทองล่องชาดทำเป็นลายดาวและลวดลายต่างๆ ออกแบบด้วยลายปรุ เขียนด้วยสีดินเหลืองลงบนพื้นแดง
การสะบัดกนกเปลวอ่อนพลิ้วราวกับเถาไม้ในธรรมชาติ หน้าต่างโบสถ์ข้างละ 2 บาน บานประตูเขียนรูปทำนองลายปรุ รูปเทพพนมยืน และเทวดาถือพระขรรค์ หลังบานประตูด้านหน้าเขียนรูปเหยี่ยวกางปีกยืนบนบ่ายักษ์แบกอีกต่อหนึ่ง เป็นฝีมือช่างสมัยกรุงศรีอยุธยาที่งดงามอีกแห่งหนึ่ง
ศิลปะที่ฐานเสมา
สิ่งที่น่าชมอีกอย่างหนึ่ง คือ พัทธสีมารอบอุโบสถ มีลวดลายปูนปั้นตั้งแต่ฐานขึ้นไปจนเกือบถึงยอด ชั้นล่างเป็นรูปยักษ์แบกทั้ง 4 ด้าน ชั้นที่ 2 เป็นรูปครุฑ ชั้นที่ 3 เป็นลายกระจัง ชั้นที่ 4 เป็นลายดอกบัว และต่อไปเป็นเสมาคู่
ฐานใบเสมา
ฐานใบเสมามีทั้งหมด 8 ฐาน ทุกฐานมีขนาดเท่ากัน โดยประมาณ คือ สูง 1.81 เมตร กว้าง1.44 เมตร
ฐานใบเสมาเอก อยู่ด้านหน้าอุโบสถทิศตะวันออก มีลักษณะแตกต่างไปจากฐานอื่น คือ เป็นฐานแปดเหลี่ยม บนฐานหน้ากระดานท้องไม้ ฉาบปูนเรียบ มีลายประดับ 3 ชั้น
ส่วนประกอบปูนปั้นประดับส่วนของฐานกับฐานเสมา จะประกอบไปด้วยชั้นแรก ยักษ์แบก จีนแบก ฝรั่งแบก ชั้นที่ 2 จะเป็นครุฑแบก จะอยู่ตรงย่อไม้ 12 สลับกับนรสิงห์แบก ชั้นที่ 3 จะเป็นบัวกลุ่มรองรับใบเสมาคู่โดยตลอดทุกฐานเสมา
ลายต่างๆ ที่ใช้ประดับฐานใบเสมา เป็นลายประจำยามก้ามปู ลายดอกจอกลายดอกลำดวน ลายประจำยามลูกฟัก ลายกระจัง บัวกลุ่ม
พระปรางค์
ปรางค์ที่ประดับหน้าอุโบสถวัดสระบัว มี 2 องค์ ฐานล่างเป็นฐานเขียงถัดขึ้นไปเป็นฐานสิงห์ 2 ชั้น ยอดบนสุดเป็นนพศูล ลักษณะเป็นปรางค์ย่อมุมไม้ 20 ทรงชะลูด ซึ่งมีมาตั้งแต่ต้นกรุงศรีอยุธยา แต่จากลวดลายที่ใช้ประดับปรางค์ เมื่อเทียบกับลวดลายที่ใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายแล้วใกล้เคียงกัน ทำให้คาดว่าปรางค์ประดับหน้าอุโบสถวัดสระบัว คงสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
ซุ้มประตูทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ลวดลายที่ใช้ประดับมีลักษณะและการออกลายต่างจากลายที่ใช้ประดับที่ฐานใบเสมา ปรางค์และอุโบสถ รูปทรงสถาปัตย์ของซุ้มประตูทั้งสองมีลักษณะแตกต่างจากซุ้มประตูโดยทั่วไป
สรุปศิลปกรรมที่ปรากฏในวัดสระบัว
1.ลายดาวเพดาน พระประธาน ฐานชุกชี สร้างขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2172-2199)
2.ซุ้มเสมา สร้างในสมัยรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง หรือสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2172-2231)
3.ปรางค์ประดับหน้าอุโบสถ สร้างในสมัยรัชกาลสมเด็จพระเทพราชา หรือสมเด็จพระเจ้าเสือ (พ.ศ. 2231-2251)
4.ปูนปั้นหน้าบันอุโบสถ สร้างในสมัยรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือ (พ.ศ. 2243-2251)
5.ลายเขียนทวารบาล สร้างในสมัยรัชกาลสมเด็จพระบรมโกศ (พ.ศ. 2275-2301)
ทุกวันนี้ด้วยความเก่าแก่ทำให้เสนาสนะภายในวัดดูทรุดโทรมลงไปมาก สมควรที่พุทธศาสนิกชนจะได้ช่วยกันทำนุบำรุงให้อยู่คู่เมืองเพชรเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้สถิตสถาพรตลอดไป
การไปเมืองเพชร อย่ามุ่งเพียงน้ำตาลและลิงเท่านั้น แต่ควรหาความงามทางประวัติศาสตร์ในวัดและวัง จะมีกำไรในชีวิต


