
จีนปรับนโยบายศก.ใหม่เป็นผลดีต่ออาเซียน
สภาธุรกิจไทย-จีน ชี้จีนปรับนโยบายเศรษฐกิจใหม่เป็นผลดีต่อภูมิภาคอาเซียน หลังดันนักธุรกิจจีนออกไปลงทุนนอกประเทศ 100 กว่าล้านคน
สภาธุรกิจไทย-จีน ชี้จีนปรับนโยบายเศรษฐกิจใหม่เป็นผลดีต่อภูมิภาคอาเซียน หลังดันนักธุรกิจจีนออกไปลงทุนนอกประเทศ 100 กว่าล้านคน
นายวิกรม กรมดิษฐ์ รองประธานสภาธุรกิจไทย-จีน เปิดเผยว่า การปรับนโยบายเศรษฐกิจล่าสุดของจีนนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อการค้า การลงทุนในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น เนื่องจากจีนมีนโยบายส่งเสริมให้นักธุรกิจจีนประมาณ 100 กว่าคนออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งอาเซียนก็มีโอกาสมากสุด เพราะจีนต้องการหาทางออกสู่ทะเลเพื่อเปิดประตูการค้า และอาเซียนก็มีพื้นที่สามารถเชื่อมโยงกับจีนได้
“มองว่าการขยายตัวทั้งด้านการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวของจีนในภูมิภาคอาเซียนจะกว้างขึ้น ส่วนตัวเลขมูลค่าเม็ดเงินลงทุนที่จะไหลเข้ามาจะอยู่ที่เท่าไหร่นั้นไม่ทราบ แต่เชื่อว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างมากแน่นอน เพราะตอนนี้ก็เริ่มเห็นนักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนตามแนวชายแดนประเทศต่างๆในอาเซียนบ้างแล้ว”นายวิกรม กล่าว
ทั้งนี้ มองว่าจีนเป็นประเทศที่มีศักยภาพมากทั้งในฐานะที่เป็นผู้ผลิตและตลาด โดยปัจจุบันจีนมีมูลค่าการค้าขายสูงสุดในโลก มีมูลค่าอยู่ที่ 4.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่สหรัฐอเมริกามีมูลค่าอยู่ที่ 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และญี่ปุ่นมีแค่ 1 กว่าล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น
นอกจากนี้จีนยังเป็นประเทศที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 3.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของจีนในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาก็โตเฉลี่ยอยู่ที่ 9.8% และจีนตั้งเป้าที่จะขยายการค้า การลงทุนระหว่างจีน-อาเซียนให้เพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2563 จากปัจจุบันที่มีมูลค่าการค้า การลงทุนอยู่ที่ 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามูลค่าการค้า การลงทุนระหว่างจีน-อาเซียนเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10%
นายไกรสิทธุ์ วงศ์สุรไกร เลขาธิการสภาธุรกิจไทย-จีน กล่าวว่า ปัจจุบันไทยทำการค้าขายกับประเทศในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน โดยมีจีนเป็นอันดับ 2 รองจากมาเลเซีย และด้วยความที่จีนมีตลาดขนาดใหญ่ รวมทั้งการปรับเป ลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจใหม่ของจีน ทำให้นักลงทุนไทยจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับตลาดจีนมากขึ้น หาทางดึงเม็ดเงินลงทุนจากจีนให้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น เพราะหากยังปล่อยไว้อาจทำให้โอกาสหลุดลอยไปเป็นของเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซียและสิงคโปร์แทน
ด้านนายมาณพ เสงี่ยมบุตร รองเลขาธิการสภาธุรกิจไทย-จีน กล่าวถึงสภาพการธนาคารของจีนว่า ขระนี้จีนเริ่มมีปัญหาซาโดว์ แบงก์ ซึ่งมีความกังวลว่าในอนาคตอาจจะกลายเป็นปัญหาฟองสบู่ และในนโยบายการเปิดเสรีดอกเบี้ยจากเดิมที่เคยกำหนดคงที่ไว้ที่ 6% ก็อาจทำให้ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมทั้งธุรกิจที่เกิดใหม่ของจีนมีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทำให้ต้องวิ่งหาแหล่งเงินกู้นอกระบบแทน ซึ่งจะทำให้เห็นภาพการผิดนัดชำระมากขึ้นในช่วงไตรมาส2-3 ปีนี้ แต่คิดว่าปัญหานี้จะไม่กระทบต่อไทยโดยตรง ตรงกันข้ามน่าจะเป็นตัวทำให้มีนักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยและอาเซียนมากขึ้นแทน







