posttoday
ชิงดำประธานวุฒิฯวัดกำลังก่อนวันเผด็จศึก

ชิงดำประธานวุฒิฯวัดกำลังก่อนวันเผด็จศึก

09 พฤษภาคม 2557

การเมืองได้เข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ภายหลัง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ต้องพ้นจากนายกรัฐมนตรี

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเมืองได้เข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ภายหลัง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ต้องพ้นจากนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้าย “ถวิล เปลี่ยนศรี” เลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อปี 2554 โดยการตกเก้าอี้นายกฯ ของยิ่งลักษณ์ได้นำมาซึ่งปัญหาในทางกฎหมายอีกสารพัด ซึ่งจะมีส่วนพัวพันกับหลายองค์กร

เริ่มที่การจัดการเลือกตั้ง แม้จะมีคณะรัฐมนตรีเหลืออยู่ในตำแหน่ง 25 คน และมี “นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล” รักษาการ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ แต่กำลังมีข้อสงสัยว่า นายกฯ สำรองจะมีอำนาจเท่ากับนายกฯ ตัวจริงหรือไม่

กล่าวคือ การตราพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งทุกครั้งจะต้องมีผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา ได้แก่ นายกฯ และประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกอบกับที่ผ่านมาผู้ทำหน้าที่รักษาการและรับสนองพระบรมราชโองการในพระราชกฤษฎีกาล้วนแล้วเป็นนายกฯ ตัวจริงทั้งสิ้น ไม่ใช่รองนายกฯ ที่มีฐานะเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ

จากปัญหาตรงนี้เองย่อมเป็นผลให้รัฐบาลและ กกต.เองไม่กล้านำพระราชกฤษฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพราะเล็งเห็นแล้วว่าอาจได้ไม่คุ้มเสีย จึงมีความเป็นไปได้ที่จะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้ง โดยอาศัยเหตุของการเกิดความขัดแย้งระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญมาตรา 214 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการฟ้องศาลรัฐธรรมนูญล้มการเลือกตั้งอีกครั้ง เหมือนกับที่เคยยื่นเรื่องสอบถามศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับอำนาจจัดการเลือกตั้งระหว่างรัฐบาลกับ กกต.

ขณะเดียวกัน ภาวะกึ่งสุญญากาศของรัฐบาลยังได้สร้างปัญหาให้กับวุฒิสภาในทางอ้อมด้วย ซึ่งปัญหาที่ว่านั้นจะอยู่ที่การเลือกตั้งประธานวุฒิสภา

ทั้งนี้ ตามปกติเมื่อวุฒิสภาได้เลือกประธานวุฒิสภาเสร็จสิ้นแล้วจะต้องส่งชื่อบุคคลดังกล่าวให้กับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และนายกฯ จะเป็นผู้ทำหน้าที่รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานวุฒิสภา ดังจะเห็นได้จากการทำหน้าที่เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการของ สมัคร สุนทรเวช อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ยิ่งลักษณ์ เมื่อครั้งวุฒิสภาเลือก ประสพสุข บุญเดช พล.อ.ธีรเดช มีเพียร และ นิคมไวยรัชพานิช เป็นประธานวุฒิสภา ตามลำดับ

ทว่า สถานการณ์ในปัจจุบันกลับไม่ได้อยู่ในสภาพปกติ เพราะประเทศไทยไม่มีนายกฯ ตัวจริง หลังจากยิ่งลักษณ์ต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อให้เกิดคำถามว่า “นิวัฒน์ธำรง” ในฐานะนายกฯ ตัวสำรองจะทำหน้าที่ผู้รับสนองพระบรมราชโองการแทนยิ่งลักษณ์ได้หรือไม่

จากปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดความปั่นป่วนภายในวุฒิสภาพอสมควร เนื่องจากเกรงว่าหากวุฒิสภาตัดสินใจเลือกประธานวุฒิสภาในช่วงรัฐบาลเกิดภาวะกึ่งสุญญากาศเช่นนี้จะขัดต่อกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่ผ่านมา ส่งผลให้เริ่มเกิดการคุยกันในวุฒิสภาว่าควรลงมติเลื่อนการเลือกประธานวุฒิสภาออกไปก่อน

ความพยายามในการเลื่อนการเลือกประธานวุฒิสภานั้นมาจากกลุ่ม สว.เลือกตั้ง ผ่านการนำปัญหาข้อกฎหมายมาอ้างว่าการเลือกประมุขวุฒิสภายังไม่สามารถทำได้ในระหว่างภาวะที่ไม่มีนายกฯ ตัวจริง

อย่างไรก็ตาม ลึกๆ แล้วสาเหตุที่ฝ่ายเลือกตั้งต้องการให้ชะลอการชิงเก้าอี้ประธานวุฒิสภาไปก่อน คือ การยังไม่สามารถรวบรวมเสียง ข้างมากได้เพื่อคว้าเก้าอี้ประธานวุฒิสภา

เป็นที่ทราบกันดีว่า สว.เลือกตั้ง ตัดสินใจ ส่ง “พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์” สว.สรรหา ลงชิงตำแหน่งนี้ แต่ติดปัญหาที่เสียงสนับสนุนยังเป็นรอง “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 เล็กน้อย

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ฝ่ายเลือกตั้งเสียเปรียบฝ่ายสรรหา คือ การไม่ยอมถอนตัวของ “จองชัย เที่ยงธรรม” สว.สุพรรณบุรี เลยเป็นผลให้คะแนนของฝ่ายเลือกตั้งไม่เป็นเอกภาพ ถึงกระนั้นฝ่ายเลือกตั้งจะลองประสานงานกับจองชัยเพื่อขอให้ถอนตัวอีกครั้งในวันที่ 9 พ.ค. แต่หากถึงที่สุดแล้วจองชัยยังยืนยันจะลงชิงประธานวุฒิสภาเหมือนเดิม ก็จะนำกรณีของการไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการมาเป็นประเด็นให้ที่ประชุมวุฒิสภาชะลอการเลือกประธานวุฒิสภา

ขณะที่ฝ่ายสรรหาต้องถือว่าตัวเองกุมความได้เปรียบอย่างเต็มที่ เพราะเมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา วุฒิสภาได้มีมติให้วุฒิสภาสามารถเลือกประธานวุฒิสภาในสมัยประชุมวิสามัญ ได้ นอกจากนี้ ยังตามมาด้วยจำนวนตัวเลขของเสียงสนับสนุนก็พบว่ามีตัวเลขที่น่าพอใจ ภายหลังได้เห็นตัวเลข 65 เสียงที่สนับสนุนญัตติเลือกประธานวุฒิสภา ยิ่งส่งให้สุรชัยเข้าใกล้ตำแหน่งประธานวุฒิสภาเข้าไปทุกที เพราะขาดเสียงสนับสนุนอีก 11 เสียงเท่านั้น ก็จะถึง 76 เสียงที่เพียงพอให้ฝ่ายสรรหาชนะฝ่าย เลือกตั้งได้

การชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภาในครั้งนี้มีความสำคัญมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับกลุ่ม สว.สรรหา ซึ่งตั้งความหวังเอาไว้สูง เนื่องจากกลุ่ม สว.สรรหา ได้ประเมินแล้วว่าการมีประธานวุฒิสภาจะช่วยให้เรื่องสำคัญอย่างการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งเดินหน้าได้ราบรื่นกว่าที่เป็นอยู่

โดยขณะนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องมาให้วุฒิสภาดำเนินการแล้ว 3 ราย ได้แก่“นิคม” “สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์” อดีตประธานรัฐสภา จากคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว. และล่าสุดเป็นคิว “ยิ่งลักษณ์” จากคดีทุจริตจำนำข้าว หลังจากวุฒิสภาติดขัดปัญหาจากการที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานรัฐสภาในการทำหน้าที่ประธานรัฐสภา เพื่อดำเนินการเปิดประชุมวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ 273

เหนืออื่นใดจะช่วยให้การเลือกนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 มีความเป็นไปได้มากขึ้นด้วย แม้ในตอนนี้หลายฝ่ายจะพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าการเกิดสุญญากาศอย่างที่ กปปส.หวังจะยากเต็มทีก็ตาม เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยอย่างคดีในศาลรัฐธรรมนูญและคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่จะทำให้คณะรัฐมนตรีที่เหลือต้องตกเก้าอี้ในเร็วๆ นี้ แต่ในภาวะเช่นนี้การมีความได้เปรียบเล็กๆ น้อยๆ ย่อมดีกว่าไม่มีอะไรเลย

ดังนั้น ถ้าบทสรุปสุดท้ายฝ่าย สว.สรรหา ชนะการเลือกประธานวุฒิสภา ย่อมไม่ต่างอะไรกับการมีชัยเหนือรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยใน ศึกย่อยก่อนที่ กปปส.จะลงทำศึกใหญ่เผด็จศึกรัฐบาลในช่วงเวลาเดียวกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท