
ศก.จีนเสี่ยงดิ่งเหวหนี้พอก-ฟองสบู่อสังหาฯแตกฉุดโต
ตกอยู่ท่ามกลางความงุนงงเล็กน้อย สำหรับทิศทางแนวโน้มสถานการณ์เศรษฐกิจของจีน
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ตกอยู่ท่ามกลางความงุนงงเล็กน้อย สำหรับทิศทางแนวโน้มสถานการณ์เศรษฐกิจของจีน ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก หลังกรมศุลกากรกลางเปิดเผยตัวเลขการนำเข้าส่งออก ประจำเดือน เม.ย. พบว่าการส่งออกสินค้าของจีนปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.9% มาอยู่ที่ราว 1.89 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 0.8% มาอยู่ที่ราว 1.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ กระทั่งส่งผลให้มูลค่าการค้าของจีนเกินดุลมาอยู่ที่ 1.845 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
สาเหตุที่ต้องมีอาการงุนงงเล็กน้อย เป็นเพราะช่วง 23 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ รายงานตัวเลขซึ่งชี้วัดการขยายตัวเติบโตของเศรษฐกิจแดนมังกรล้วนค่อนไปในทิศทางแนวลบแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าการค้าในเดือน มี.ค.ที่ลดลงจนน่าใจหาย การเติบโตของดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ที่ยังคงอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 50 และการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2014 ซึ่งอยู่ที่ 7.4% อ่อนกว่าที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้าว่าจะอยู่ที่ 7.7%
ความเคลื่อนไหวที่สวนทางกันทั้งหมดข้างต้นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่บรรดานักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเริ่มตกอยู่ในอาการลังเลไม่แน่ใจกับเศรษฐกิจของจีนว่าจะเป็นไปในทางบวกหรือทางลบกันแน่
อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงถึงปัจจัยด้านหนี้และแนวโน้มฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์จีนแตกแล้ว นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ค่อนข้างเชื่อว่า ถ้ามองกันในระยะยาวแล้ว เศรษฐกิจจีนกำลังเสี่ยงเข้าสู่ภาวะการเติบโตชะลอตัว ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้เศรษฐกิจจีนดิ่งลงอย่างรุนแรง (ฮาร์ดแลนดิ้ง) จนเป็นอุปสรรคต่อความพยายามปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของรัฐบาลประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ที่ตั้งเป้าหวังว่าจะเบนเข็มให้การเติบโตด้วยพึ่งพาพลังการบริโภคภายในประเทศให้มากที่สุด
ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2014 ที่ผ่านมาสถานการณ์หนี้ของพญามังกรแห่งนี้ตกอยู่ในอาการน่าเป็นห่วงชนิดที่ค่อนข้างสาหัสสากรรจ์ โดยแม้ระดับหนี้สาธารณะของรัฐบาลกลางจะไม่น่าเป็นห่วง แต่ปริมาณหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการทุ่มลงทุนไปกับโครงการก่อสร้างที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจและอาจทำให้ต้องมีปัญหาในการหารายได้มาชดใช้หนี้ และหนี้ของภาคเอกชนถือได้ว่าอยู่ในอันดับที่สูงมากเลยทีเดียว
จากการเปิดเผยรายละเอียดโดยรัฐบาลจีนเมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่า หนี้รัฐบาลท้องถิ่นจีนมีปริมาณสูงถึงเกือบ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ผลตรวจสอบ 30 มณฑลในจีน พบว่าบรรดาพื้นที่เขตเศรษฐกิจฝั่งตะวันออกมีหนี้ทางการท้องถิ่นมากที่สุด ส่วนหลายพื้นที่ยากจนทางตอนในของจีน เช่น มองโกเลียใน มีหนี้ค้างชำระสูงถึง 28% และในอีกหลายเมืองมีการก่อหนี้ต่อระดับรายได้ต่อปีอยู่ในระดับที่สูงจนน่าหวั่นใจ เช่น กรุงปักกิ่ง มีระดับก่อหนี้สูงถึง 100% หรือนครฉงชิ่งที่ 93%
สำหรับหนี้ภาคเอกชนและตลาดสินเชื่อของจีนเองก็อยู่ในสภาวะเลวร้ายไม่ต่างกัน โดยหากยังจำกันได้ดีเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ จีนตกเป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลก หลังบริษัทผู้ผลิตแผงโซลาร์เซลล์ รายใหญ่ประกาศผิดนัดชำระหนี้เป็นครั้งแรก และยื่นขอล้มละลาย พร้อมต้องประกาศขายทรัพย์สินเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ ขณะเดียวกัน การขาดแคลนกลไกควบคุมการเงินที่รัดกุม ทำให้การเติบโตในตลาดสินเชื่อจีนขาดระเบียบ จนกลายเป็นที่มาของธนาคารเงา (แชโดว์ แบงกิ้ง) ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่าเป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่ทำให้เศรษฐกิจจีนตกอยู่ในความเสี่ยงสะดุดชะงักงันมากที่สุด
นอกจากปัญหาเรื่องหนี้สินมหาศาลแล้ว สิ่งที่น่าวิตกประการต่อมา อีกทั้งยังเป็นประเด็นร้อนที่กำลังพูดถึงอย่างหนาหูมากที่สุดในขณะนี้ก็คือปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน ซึ่งไม่กี่วันก่อนหน้านี้ โนมูระ บริษัทหลักทรัพย์รายใหญ่ของญี่ปุ่นที่เข้าไปลงทุนในจีนเปิดเผยรายงานระบุว่า ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีนได้แตกไปแล้ว ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์จีนปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุมาจากปริมาณอสังหาริมทรัพย์ในตลาดมีมากเกินไป และการขาดแคลนเงินทุนสำหรับการพัฒนา
รายงานจากโนมูระ ระบุชัดอีกว่า ใน 26 มณฑล ราคาอสังหาริมทรัพย์ใน 4 เมือง เช่น เฮย์หลงเจียงและจี๋หลิน ปรับตัวลดลงกว่า 25% ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนว่าปัญหาเดียวกันนี้กำลังจะเกิดขึ้นกับมณฑลอื่นของจีน นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้สูงที่ภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก จนส่งผลให้จีดีพีจีนปีนี้ขยายตัวต่ำกว่า 6%
ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้การแตกของฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจจีนเป็นเพราะภาคอสังหาริมทรัพย์มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน โดยมีสัดส่วนต่อการเติบโตสูงถึง 25% ของจีดีพี แถมการซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังจะฉุดให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมเหล็กกล้าและซีเมนต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 16% ของจีดีพี ให้ลดลงตามไปด้วย จนส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนโดยรวม โดยมีความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจจีนอาจโตไม่ถึง 6% ในปีนี้
รายงานข้างต้นของโนมูระยังสอดคล้องกับรายงานจากบริษัทหลักทรัพย์ยูบีเอส ซึ่งระบุว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์จีนกำลังปรับตัวลดลง พร้อมปรับลดการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนปีนี้อยู่ที่ 7.4% จากที่ 7.5% และลดคาดการณ์ปี 2015 เหลือ 6.8% จาก 7%
ทั้งนี้ แม้จะเข้าใจได้ว่าเศรษฐกิจจีนที่กำลังลดความร้อนแรงในช่วงนี้เป็นผลจากความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการปรับเปลี่ยนปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
แต่ทว่า ปัญหาหนี้และฟองสบู่ในตลาดอสังหาฯ ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานจากการขาดความรอบคอบรัดกุมในการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงหลายปีก่อนหน้า น่ากลัวว่าการชะลอตัวของจีนครั้งนี้อาจฉุดให้เศรษฐกิจของพญามังกรดิ่งสู่เหวลึกก็เป็นได้







